ตำแหน่งสูงกว่า = ใช้ความรุนแรงได้ ?

ตำแหน่งสูงกว่า = ใช้ความรุนแรงได้ ? การรวมศูนย์อำนาจที่ทำให้หน่วยงานเกิดความรุนแรง

ในทุก ๆ วันมีข่าวทำร้ายร่างกายจำนวนมาก ข่าวตำรวจทำร้ายภรรยา ข่าวครูล่วงละเมิดทางเพศหรือลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ ข่าวทหารฝึกซ้อมและทำโทษโหดจนเกิดอันตราย เมื่อเดือนที่ผ่านมานี้ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์เองก็ได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากกรณีบุคคลากรในสังกัดข้าราชการสายกลาโหมถูกผู้มีตำแหน่งสูงกว่า บังคับให้ใช้ยาเสพติดและมีเพศสัมพันธ์จนได้รับอันตรายแก่ร่างกายและสภาพจิตใจ

ต่างสถานที่ต่างตัวละคร แต่บรรดาข่าวและเคสข้างต้น ทำให้เรานึกถึงรูปแบบการปกครองของรัฐแบบหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

ในทางการเมือง การรวมศูนย์อำนาจ เป็นการรวมอำนาจตัดสินใจในภารกิจหลักของรัฐ เช่น กำลังทหาร ตำรวจ บริหารราชการส่วนกลาง และเป็นการบังคับบัญชาไล่ผ่านยศศักดิ์ มีชนชั้นสูงต่ำ (Hierarchy) ว่ากันตามหลักการแล้ว การรวมศูนย์อำนาจทำให้ง่ายในการปกครองดูแลคน เพราะมันทำให้เกิดเอกภาพ ประชาชนจะได้รับประโยชน์ต่าง ๆ อย่างเสมอภาค และถือเป็นการสร้างมาตรฐานในสังคมอีกด้วย

แต่โลกความจริงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น การรวมศูนย์อำนาจที่ผิดพลาดมีให้เห็นเสมอ อำนาจการตัดสินใจมากองรวมอยู่ที่ส่วนกลาง อยู่ในมือคนไม่กี่คนแต่กำหนดทิศทางคนหมู่มาก การทำงานมีกฎระเบียบเคร่งครัด และแก้ไขปัญหาได้ช้า เพราะมีลำดับขั้นตอนเยอะ

เรื่องหดหู่และเลวร้ายต่อมาได้เกิดขี้น เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมีอำนาจมากจนอยู่เหนือความเป็นคนและสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น และอำนาจนั้นก็ก่อให้เกิดความรุนแรง…


การรวมอำนาจไว้ที่คนกลุ่มเดียวไม่ได้มีอยู่แค่ในการเมืองระดับประเทศอีกต่อไป เมื่อเรามองเห็นลักษณะคล้าย ๆ กันได้ในสังคมที่มีลำดับชนชั้น หรือมีความไม่เท่าเทียม อย่างในแวดวงทหาร ตำรวจ ครู ครอบครัวปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และหน่วยงานที่ ‘อำนาจ’ เข้ามามีบทบาทในการปกครอง ต่างมีเหตุร้ายแรงปรากฎบนหน้าข่าวอยู่บ่อย ๆ

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะในต่างประเทศก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน หลายประเทศจึงพยายามกำหนดกฎหมาย เช่น กฎหมายควบคุมอาวุธ หรือมีนโยบายสนับสนุนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยในแต่ละประเทศจะมีรายละเอียดของวิธีการต่างกันไป แล้วแต่สถานการณ์ ปัญหา และอคติของประเทศนั้น ๆ

…เอาเข้าจริง การรวมศูนย์อำนาจไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดอย่างที่กล่าวไปแล้ว มันเป็นสาเหตุใหญ่แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวของความรุนแรง และก็ไม่ใช่ว่าทหาร ตำรวจ ฯลฯ จะเป็นบุคลากรที่ย่ำแย่ ทว่าความรุนแรงที่เกิดขี้นในทุกครั้งกำลังสะท้อนให้เห็นว่า สังคมของเราซุกซ่อนรูปแบบการปกครอง (ไม่ว่าในสังคมระดับย่อยหรือใหญ่) เช่นใดเอาไว้

และเราตอบสนองต่อปัญหาความรุนแรงที่มีเหยื่อจำนวนมหาศาลนี้อย่างเอื่อยเฉื่อยมากเพียงไร จากเรื่องร้องเรียนที่มูลนิธิฯ เข้าช่วยเหลือนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปัญหาก้อนโตเท่านั้น

แต่ละข่าวที่ผ่านเข้ามาและพ้นไป เราอาจไม่ได้เป็นตัวละครเอกอยู่ในนั้น แต่เราอยู่ภายใต้สังคมโลกรูปแบบเดียวกันกับพวกเขาแน่ ๆ ปฏิกิริยาของเราทุกคนและหน่วยงานทุกภาคส่วนจึงมีส่วนสำคัญ ในการสร้างความยุติธรรมความเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความเห็นอกเห็นใจต่อความแตกต่าง…เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังกว่าในวันนี้