ทําไมต้องคัดค้านร่างกฎหมายการดําเนินงานองค์กรไม่แสวงหากําไร

ไพโรจน์ พลเพชร

 

โดยที่เสรีภาพในการรวมกลุ่ม การชุมนุมสาธารณะ การแสดงออก สิทธิส่วนบุคคล และสิทธิการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งสิทธิการมีส่วนร่วม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้มีการรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญและ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถ ใช้สิทธิการมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทางและนโยบายสาธารณะ อันถือเป็นการสร้างสมดุลทางอํานาจระหว่าง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ในการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างสมดุล เท่าเทียมและเป็นธรรมใน ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

แต่ร่างกฎหมายการดําเนินงานองค์กรไม่แสวงหากําไร หรือ “ร่างกฎหมายควบคุมองค์กรประชาชน” มี จุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางและควบคุมการรวมตัวของประชาชนที่มีวัตถุประสงค์และการดําเนินงานเพื่อประโยชน์ ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ โดยมีการใช้อํานาจรัฐควบคุมการรวมตัวและการดําเนินงานขององค์กร ประชาชน ดังนี้

๑. ควบคุมการรวมกลุ่มของประชาชนทุกรูปแบบที่ดําเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือ ประโยชน์สาธารณะโดยไม่มุ่งแสวงหากําไรมาแบ่งปันกัน ทั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล องค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะหรือการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่รวมถึงการกลุ่มเฉพาะคราว หรือรวมกลุ่มเพื่อกลุ่มของตัวเอง หรือเพื่อพรรคการเมือง ซึ่งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลและองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยเฉพาะต้องปฏิบัติตาม กฎหมายเฉพาะและต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ด้วย จึงเป็นการออกกฎหมายเกินความจําเป็นและสร้างภาระเกิน สมควรแก่ประชาชน

๒. ให้อํานาจเจ้าหน้าที่ใช้อํานาจแบบเลือกปฏิบัติ โดยให้คณะกรรมการเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติผ่อนผัน หรือยกเว้นให้องค์กรประชาชนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ อันขัดกับหลักความเสมอภาคและห้ามเลือกปฏิบัติ ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้

๓. ควบคุมกิจกรรมขององค์กร โดยเจ้าหน้าที่มีอํานาจวินิจฉัยการดําเนินงานขององค์กรประชาชน และ มีอํานาจออกคําสั่งให้หยุดหรือแก้ไขการดําเนินงาน หากองค์กรประชาชนไม่หยุดดําเนินงาน จะมีความผิดและมี

 

โทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตาม คําสั่งของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าองค์กรประชาชนดําเนินงาน

๑)กระทบต่อความมั่นความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ๒)กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีอันดีของประชาชน หรือก่อความแตกแยกในสังคม ๓) กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งความปลอดภัยสาธารณะ ๔)กระทําผิดกฎหมาย และ ๕) ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของบุคคลอื่น

บทบัญญัติดังกล่าว เป็นการให้อํานาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจตามอําเภอใจ วินิจฉัยการดําเนินงานของ องค์กรประชาชนอย่างกว้างขวางไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลอันจําเป็น และไม่เป็นไปตามหลักความได้ สัดส่วน ทั้งการมีอํานาจลงโทษทางอาญา ถือเป็นการใช้อํานาจตุลาการเสียเอง อันเป็นการขัดต่อหลักนิธิธรรม อย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการให้อํานาจเจ้าหน้าที่ใช้อํานาจซ้ําซ้อนกับกฎหมายอื่นที่กําหนดฐานความผิดและมี กระบวนเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายนั้นๆได้อยู่แล้ว อีกทั้งศาลซึ่งเป็นสถาบันอิสระจะเป็นผู้มี อํานาจพิจารณาตัดสินชี้ขาดการกระทําความผิดตามกฎหมาย

๔. ควบคุมการรับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาคจากต่างประทศ โดยองค์กรประชาชนต้องดําเนินการ ดังต่อไปนี้

๑. แจ้งชื่อแหล่งทุน บัญชีธนาคารที่จะรับเงิน จํานวนเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ๒. รับเงินผ่านบัญชีที่แจ้งไว้

๓. จัดทําบัญชีรายรับรายจ่ายแยกจากบัญชีรายรับอื่นและเปิดเผยให้คนทั่วไปได้รับทราบ และต้องเก็บ รักษาบัญชีให้ตรวจสอบเป็นเวลาสามปี

๔. ต้องใช้เงินดําเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ คณะกรรมการมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาค จากต่างประเทศ และการจัดทําวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับเงิน

จากกรณีดังกล่าว หากองค์กรฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกรณีดังกล่าว มีโทษปรับสองเท่าของจํานวนเงินที่ ได้รับจากแหล่งทุนต่างประเทศ

การรับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาคจากต่างประเทศ เป็นสิทธิของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ดําเนินงาน เพื่อส่งเสริมคุ้มครอง หรือทําให้เกิดผลการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยสันติวิธี ที่จะร้องขอ รับ และใช้ทรัพยากร เพื่อวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งสิทธิดังกล่าว

ได้รับการรับรองตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Rights Defenders) ค.ศ. 1998 ที่ประเทศไทยรับรอง อีกทั้ง การทําธุรกรรมทางการเงินจากต่างประเทศต้อง ผ่านธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งประทศไทยอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่รัฐมี เหตุอันควรสงสัยโดยมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าองค์กรประชาชนใดมีการทําธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เจ้าหน้าที่มีอํานาจตรวจสอบการกระทําขององค์กรดังกล่าวได้ตาม กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงไม่มีความจําเป็น และเป็นการใช้อํานาจเกินสมควร แก่เหตุที่จะออกกฎหมายควบคุมองค์กรทั้งหมดแบบเหมารวมเช่นนี้

๕.ควบคุมข้อมูลองค์กรประชาชน

๕.๑ ควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร โดยให้องค์กรประชาชนต้องเปิดเผยข้อมูล วัตถุประสงค์ วิธีการ ดําเนินงาน แหล่งที่มาของรายได้เงิน และรายชื่อผู้รับผิดชอบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเปิดเผยข้อมูลที่ คณะกรรมการกําหนด

๕.๒ ควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ขององค์กร โดยให้องค์กรประชาชนที่มีรายได้จากการรับเงินบริจาค จากบุคคลทั่วไป หรือจากแหล่งทุนต่างประเทศ ต้องจัดทําบัญชีรายรับรายจ่ายในรอบปีปฏิทิน ซึ่งผู้รับผิดชอบ องค์กรรับรองความถูกต้องและต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด

จากกรณีดังกล่าว หากองค์กรประชาชนไม่เปิดเผยข้อมูลหรือปกปิดข้อมูล เจ้าหน้าที่มีอํานาจแจ้งเตือน ให้องค์กรเปิดเผยภายในเวลาที่กําหนด หากไม่เปิดเผยข้อมูล เจ้าหน้าที่มีอํานาจสั่งให้องค์กรนั้นหยุดดําเนิน กิจกรรมขององค์กรจนกว่าจะเปิดเผยข้อมูล หากไม่หยุดการดําเนินการตามคําสั่งเจ้าหน้าที่จะมีโทษปรับไม่เกินห้า หมื่นบาทและปรับอีกวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ขององค์กร เป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งการนําข้อมูลส่วน บุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ร่างกฎหมายนี้ได้บังคับให้องค์กรประชาชนเปิดเผยข้อมูล รวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานรัฐโดยไม่มีเหตุผลจําเป็นแต่อย่างใด เนื่องจากองค์กรประชาชนส่วนใหญ่รายงานข้อมูล ดังกล่าวต่อหน่วยงานของรัฐ ตามกฎหมายโดยเฉพาะ และมีการเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรเพื่อ ประชาสัมพันธ์ผลงานต่อสาธารณะชน ซึ่งทําให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านสื่อดังกล่าว

กําหนดบทลงโทษทางอาญา ผู้รับผิดชอบขององค์กรต้องรับโทษเช่นเดียวกับองค์กรประชาชนในกรณี ที่องค์กรทําผิดตามกฎหมายนี้ เป็นการลงโทษเกินความจําเป็นและไม่ได้สัดส่วนการกระทําความผิดกับประโยชน์สาธารณะในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งให้ความสําคัญกับการรับรองเสรีภาพการรวมตัวเพื่อให้ ประชาชนมีส่วนร่วมกําหนดกิจการของรัฐ

ร่างกฎหมายนี้ นอกจากจํากัดสิทธิเสรีภาพเกินความจําเป็น ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน หลัก ความเสมอภาคและห้ามเลือกปฏิบัติแล้ว ยังเป็นการขัดขวางและกีดกันประชาชนในการใช้สิทธิร่วมกําหนด อนาคตของตัวเองในการพัฒนาประเทศตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอีกด้วย

.

Leave a Comment

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์