ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ

เครือข่ายประชาชน 10 เครือข่าย ยื่น 12,116 รายชื่อ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (ภาคประชาชน) เข้าสภา

ตามที่เครือข่ายประชาชนได้ยื่นขอริเริ่มเสนอกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลต่อประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562  และประธานรัฐสภาได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ว่าสามารถริเริ่มได้ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นกฎหมายตามหมวด 3 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนกฎหมายต่อไป

วันนี้(24  พฤศจิกายน 2564) เครือข่ายประชาชน 10 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เครือข่ายชาติพันธุ์ เครือข่ายผู้ใช้ยาเสพติด เครือข่ายพนักงานบริการ เครือข่ายเด็กและเยาวชน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายผู้สูงอายุ พร้อมด้วยนักวิชาการ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ร่วมกันยื่น 12,116 รายชื่อ สนับสนุน (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … (ภาคประชาชน) ซึ่งได้ร่วมกันจัดทำขึ้น ต่อประธานรัฐสภา ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง) อาคารรัฐสภา  ซึ่งการยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนต่อประธานรัฐสภา  เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 133 ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า “การผลักดันให้มีพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นสิ่งที่เครือข่ายประชาชน 10 เครือข่ายเห็นพ้องต้องกัน  เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 27  และกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยให้การรับรอง สอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทุกคนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศนั้นมีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเกิดขึ้นตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น กรณีผู้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกปฏิเสธถูกกีดกันโอกาสในการทำงาน บุคคลในกลุ่มชาติพันธุ์ถูกจำกัดการเรียน การเดินทาง หรือกลุ่มคนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตได้  สิ่งเหล่านี้ถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไข กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคมไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จึงอยากขอให้นายกรัฐมนตรีรับรองร่างกฎหมายภาคประชาชนฉบับนี้ และขอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เร่งเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลของกรมฯต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการพิจารณาคู่ขนานไปกับร่างของภาคประชาชน รวมทั้งขอให้พรรคการเมืองต่างๆที่มี สส.ในสภาสนับสนุนร่างกฎหมายภาคประชาชนฉบับนี้ หรือจะเสนอร่างของพรรคโดย สส. ไม่น้อยกว่า 20 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลได้ยิ่งดี ”

นายกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศในมิติทับซ้อนอื่นๆ เช่น กรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ติดเชื้อเอชไอวี ถูกกีดกันโอกาสในการทำงาน รวมทั้งในกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศยังจำกัดเฉพาะกรณีที่ต้องมีผู้เสียหายเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แม้จะพบเห็นอย่างชัดแจ้งในพื้นที่สาธารณะว่ามีกฎ ระเบียบ มาตรการ นโยบาย หรือกฎหมาย ที่มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล สร้างผลกระทบวงกว้าง คณะกรรมการก็ไม่สามารถหยิบยกมาพิจารณาได้ จนกว่าจะมีผู้เสียหายมาร้อง การมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่เป็นกฎหมายกลาง จะช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศจึงสนับสนุนให้มีกฎหมายนี้”

นางสาวสุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ตัวแทนเครือข่ายพนักงานบริการ กล่าวว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกประกอบอาชีพ และไม่ว่าเขาจะประกอบอาชีพอะไรเขาควรได้รับความคุ้มครอง ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ พนักงานบริการก็เช่นกัน พวกเราเครือข่ายพนักงานบริการจึงสนับสนุนให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล”

ด้านตัวแทนเครือข่ายคนพิการ นายสุนทร  สุขชา กล่าวว่า “เครือข่ายคนพิการไม่เอาการเลือกปฏิบัติเพราะเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการตัดโอกาสให้คนพิการไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป และไม่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้อย่างเสมอภาค อีกทั้งยังเป็นการบั่นทอนสุขภาพจิตและสุขภาพกายของคนพิการด้วย ประเทศไทยมีกฎหมาย มาตรการ รวมทั้งการดำเนินการในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการแต่ยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง ยังคงพบเห็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดออกนโยบายหรือกฎระเบียบที่ลิดรอนสิทธิคนพิการ เลือกปฏิบัติต่อคนพิการ เราจึงสนับสนุนให้มีกฎหมายนี้”

นายสมชาย หอมลออ อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมายและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ในฐานะหัวหน้าทีมยกร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (ภาคประชาชน) กล่าวว่า “การเลือกปฏิบัติเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม รัฐสภาจึงควรตรากฎหมายฉบับนี้โดยเร็วที่สุด”

Leave a Comment

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์