ภาคประชาชน จับมือ พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิบัติต่อบุคคลเข้าสภา

4 พ.ย.64 เวลา 15.30 น. ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน 10 เครือข่าย ประกอบด้วย คุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ในนามตัวแทน เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย  คุณกิตตินันท์ ธรมธัช ประธานสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ตัวแทนเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ อาจารย์มณเฑียร บุญตันสมาชิกวุฒิสภาและคุณสุนทร สุชชาจากสมาคมคนพิการทุกประเภท ตัวแทนเครือข่ายคนพิการ คุณสุจิตต์ รุจิรมย์ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านของโครงการเพื่อผู้สูงอายุ- forOldyตัวแทนเครือข่ายผู้สูงอายุ และคุณนพนัย ฤทธิวงศ์ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ พร้อมด้วยคุณสมชาย หอมละออ นักวิชากฎหมายและคณะทำงานยกร่างกฎมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ยื่นหนังสือ พร้อมกับคุณแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ ต่อคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

.

โดยภาคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันจัดทำร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลของพรรคฯ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ และทุกคนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ตลอดจนเรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศนั้นมีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นตลอดเวลา อาทิ กรณีผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกปฏิเสธการเข้าทำงาน หรือบุคคลผู้อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติไทยถูกจำกัดการทำงาน การเรียน และการเดินทาง คนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตได้ โดยเรื่องเหล่านี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติ และไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าเป็นปัญหาอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของประชาชนจะร่วมกันแก้ไข โดยการสนับสนุนให้เกิดกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว

โดยผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ในนามตัวแทน เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า

 

“ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ เพราะทุกคนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ และนี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศนั้นมีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น กรณีผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกปฏิเสธการเข้าทำงาน หรือบุคคลผู้อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติไทยถูกจำกัดการทำงาน การเรียน และการเดินทาง คนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตได้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ถูกมองเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้มีใครรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้มีอำนาจและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของประชาชน จะต้องร่วมกันแก้ไข โดยการสนับสนุนให้เกิดกฎหมายฉบับนี้”

 

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณภาคประชาชนที่นำหนังสือดังกล่าวมายื่นเสนอในครั้งนี้  โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยในการพิจารณาออกกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งทางพรรคจะดำเนินการตามกระบวนการการนำเสนอกฎหมายและการพิจารณากฎหมายต่อไป สำหรับเนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมหวังว่ากฏหมายลักษณะนี้จะผ่านการพิจารณาจากทุกภาคส่วน โดยทางพรรคจะดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้ยื่นต่อไป

 

ทั้งนี้ การผลักดันให้มีพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 27 และกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยให้การรับรอง เพื่อเป็นสิทธิของทุกคนที่จะปลอดพ้นจากการถูกเลือกปฏิบัติ  อันจะนำไปสู่การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยต่อไป

Leave a Comment

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์