เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภากาชาดไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเลือดในคลัง โดยในเดือนตุลาคม ปี 62 มีการเปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคเลือดในไทย พบว่า สภากาชาดไทย สามารถรับบริจาคเลือดได้วันละรับโลหิตบริจาคเฉลี่ย 1,500-1,700 ยูนิตต่อวัน ซึ่งเป้าหมายจริงๆแล้ว จะต้องรับบริจาคให้ได้ 2000-2500 ยูนิตต่อวัน ทำให้สามารถแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 60 จากปริมาณที่ต้องการ ส่งผลให้คนไข้บางรายต้องเลื่อนการผ่าตัดไปก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยน ส่งผลให้จำนวนผู้ขอบริจาคเลือดมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับความต้องการใช้เลือดมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไม่ออกจาคบ้านมาบริจากเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดสะสมในคลังอยู่ในขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน เป้าหมายการรับบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 2,200 ยูนิต หรือประมาณ 65,000 ต่อเดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 63) แต่มีผู้มาบริจาคแล้ว รวมกันทุกหมู่เลือดไม่ถึง 5,200 ยูนิต เมื่อคำนวณแล้วเท่ากับว่า ตอนนี้เราสภากาชาดสามารถรับบริจาคเลือดได้เฉลี่ยวันละ 1,700 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการบริจาคเลือดยังไม่ถึงเป้าหมาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลต่อการรักษาคนไข้ที่ต้องการใช้เลือด มากกว่าการเลื่อนการผ่าตัดหรือการเลื่อนการรักษาอย่างแน่นอน อย่างที่เราทราบกันดีว่า การบริจาคเลือดมีการกำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคไว้หลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การให้ข้อมูลของสภากาชาดไทยกับสำนักข่าว the standard พบว่า จากการรับบริจาคเลือดทั้งหมดจะได้เลือดที่สามารถนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 88 เป็นเพราะว่าในการรับบริจาคเลือดแต่ละครั้งจะมีการคัดกรอง 2 ระดับ คือ 1.คัดกรองจากการตรวจสุขภาพผู้ขอบริจาค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะได้รับหายไปร้อยละ 10 และ 2. การตรวจหาเชื้อในเลือดที่รับบริจาคมาแล้ว ในขั้นตอนนี้เลือดที่มีเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส เอชไอวี จะถูกคัดออกประมาณร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด หากนำส่วนที่คัดกรองออกมาคำนวณเป็นปริมาณเลือดจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในจำนวนร้อยละ 10 ที่หายไปจากการตรวจสุขภาพและความสมบูรณ์ของเลือด มีผู้ขอบริจาคที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถบริจาคได้อยู่หลายราย เพราะหลักกฎเกณฑ์ที่สภากาชาดจะรับบริจาคเลือดคือ จะต้องไม่ใช่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อีกทั้งในการคัดกรอง หากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับบริจาคทราบว่าผู้ขอบริจาคเป็นเพศอื่นนอกเหนือจากชายหรือหญิง ก็จะคัดออกทันทีเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกัน ต่างเพศ หรือทั้งสองเพศ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนก็มีความเสี่ยงเท่าๆกันทั้งหมด หากการคัดกรองมีขึ้นเพื่อหาเม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์ แจกจ่ายให้คนไข้ได้ การคัดกรองโดยใช้รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศเป็นเกณฑ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าเป็นการลดโอกาสที่เราจะได้เลือดที่มีคุณภาพเพิ่มหรือ กฎเกณฑ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้ได้เลือดมาช่วยเหลือคนไข้เพิ่มแล้ว การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวยังเป็นตีตรากลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อ สกปรก ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ผ่านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตอกย้ำว่าสภากาชาดยังเป็นหน่วยงานที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่เลือดในคลังกำลังขาดแคลน และมีแนวโน้มจะลดสงเรื่อยๆก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียเพราะปัญหาการขาดแคลนเลือดมาดูแลคนไข้ ถึงเวลาหรือยังที่สภากาชาดไทยจะยอมเปิดใจ ขยายช่องรับบริจาคเลือดที่แข็งแรงจากกลุ่มคนเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874578 https://blooddonationthai.com/ https://blooddonationthai.com/?page_id=745 https://thestandard.co/blood-donation-thai-red-cross-society/ https://www.facebook.com/showyourspectrum/posts/582250165799991/

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย ข่าวกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องคดีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต นอกจากจะเป็นคดีที่ใช้เวลาพิจารณานานถึงแปดปีแล้ว ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษใดๆ ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ประกอบกับสถานการณืทางการเมือง ทำให้คดีดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก การยกเว้นการดำเนินคดีกับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีทายาทตระกูลดัง เศรษฐีมากมายหลายคนไม่ได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด อย่างคดีรถเก๋งชนรถตู้บนทางด่วน มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จน ณ ปัจจุบันก็ยังมีคำถามเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และยังมีคดีอื่นๆ ดูเพิ่มเติม https://www.dailynews.co.th/crime/786714 อีกหลายคดีที่เป็นข่าวโด่งดังก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม ในทางกลับกัน หากผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย การดำเนินคดีจะกินระยะเวลานานจนขาดอายุความหรือไม่ และถ้าผู้กระทำผิดเป็นคนจน ตำรวจจะยอมลดราวาศอกเช่นนี้หรือเปล่า หากผู้อ่านใช้ชีวิตผ่านสังคมไทยมาพอควร ก็น่าจะเดาได้ว่า การดำเนินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน อีกทางหนึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นเศรษฐีนามสกุลดัง สื่อมวลชนจะให้ความสนใจจนเป็นกระแสสังคมเช่นนี้หรือ นานมาแล้วที่การเลือกปฎิบัติในลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยอย่างแนบเนียน และยึดโยงกับความคิด ค่านิยม สังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นวิถีชีวิต ฝังลึกถึงขั้นที่ว่าเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเราทำใจได้เลยว่า หาคู่กรณีเราเป็นเศรษฐีไม่มีทางที่เราจะได้รับความเป็นธรรมทั้งในฐานะผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหาย การเป็นคนรวยหรือเป็นคนจนไม่ใช่ต้นเหตุของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม หากว่ากันตามหลักฐานและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางเศษฐกิจอย่างไร ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต หากผู้ใช้อำนาจศาลยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้เป็นคนรวย คนนี้เป็นคนจน การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่คนในสังคมจะมองข้ามไปง่ายๆ ความกดดันจากกระแสสังคมทำให้คดีทายาทตระกูลดังถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเอาผิดกับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการรื้อเพื่อหาต้นตอของการใช้อำนาจอย่างมิชอบในกระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าสังคมตอนนี้มองเห็นปัญหา และไม่ทนต่อการถูกเลือกปฎิบัติเช่นนี้อีกต่อไป

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ จากการใช้มาตรการควบคุมการระบาดโควิด -19 ของรัฐบาล มีประชาชนมากมายได้รับผลกระทบ ต้องปิดร้าน/สถานประกอบการ อยู่บ้านกักตัว การบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์การหายตัวไปของนักกิจกรรม คุณวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ และกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นที่ระยอง รวมกันเป็นแรงผลักดันให้ประชาชน/กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมชุม โดยมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ยุบสภา และ 3.แก้รัฐธรรมนูญ บทความนี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง เพราะเข้าใจดีว่าผู้อ่านน่าจะทราบเรื่องมาบ้างแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะชวนคุย คือ ข้อเรียกร้องที่ขอร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ตามหลักแนวคิดสากลในเรื่อง “หลักนิติธรรม” และ “หลักนิติรัฐ” การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นการบริการสาธารณะด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการ เมื่อพูดถึงการดูแลความปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าการป้องกันไม่ให้คนภายนอกเข้ามาทำร้ายประชาชนคนไทย เหมือนยามเฝ้าตึก ความปลอดภัยในบริบทนี้หมายถึง หน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดอาชญากรรมขึ้นกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงก่อเหตุฆาตกรรม หากเกิดเหตุแล้ว ถือได้ว่ารัฐบกพร่องในทำหน้าที่ ต้องดูแลเยียวยาผู้เสียหาย ในประเทศไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิในการขอรับการเยียวยาผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายแก้จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ตามกฎหมายนี้อธิบายง่ายๆ หากเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของเรา รัฐจะต้องจ่ายเงินเยียวยา ในอีกทางหนึ่ง หากเราถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลย แต่พอดำเนินการไตร่สวนไปจนถึงที่สุดแล้ว เราไม่ได้มีความผิดตามข้อกล่าวหา (ที่เราเรียกกันว่าเป็น”แพะ”รับบาป) เราก็มีสิทธิที่จะต้องได้รับการเยียวยาเช่นกัน โดยตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ นี้จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเยียวยาตามแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_6/2560/awareness_for_people/permission_rlpd_PDF.pdfhttp://www.rlpd.go.th/rlpdnew/2012-06-20-06-21-44/rlpd-pr/rlpd-infographic/2018-02-20-03-49-56 แต่ดูจากสถานการณ์ไนตอนนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ประชาชนออกมาชุมนุม ก็มีข่าวการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การไปเตือนแกนนำผู้ชุมนุมถึงบ้าน ผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆก็ขัดขวางไม่ให้นักเรียน/นักศึกษาใช้พื้นที่ชุมนุมได้อย่างสะดวก แถมท้ายด้วยการใช้อำนาจทางกฎหมายทำให้การคุกคามเหล่านี้ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ จากตรงนี้ลืมไปได้เลยว่าจะได้รับการเยียวยา เพราะผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ยอมให้รัฐเป็นคนผิด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตรงกันข้ามกับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ตามความหมายที่ผู้เขียนอธิบายไปในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นว่า ประชาชนต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง ถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน และใช้แรงกดดันจากมวลชนด้วยกันคุ้มครองชีวิดและทรัพย์สินกันเอง ผู้เขียนจึงไม่แปลกเลยที่หนึ่งในข้อเรียกร้อง คือการขอให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน สรุปได้ว่า ในตอนนี้การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถูกผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลความปลอดภัย และคุ้มสิทธิเสรีภาพของประชน เป็นผู้ที่คอยแทรกแซงการเคลื่อนไหวของประชาชนเผื่อรักษาอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ก็คงจะต้องติดตามต่อไปว่า การเคลื่อนไหวของประชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในครั้งนี้จะสามารถทำให้รัฐกลับมาทำหน้าที่ดูและความปลอดภัยอย่างที่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นได้หรือไม่ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/applawyer/posts/2871340306240298/ https://www.thairath.co.th/news/local/1772711 https://workpointtoday.com/เปิดเงื่อนไขการจ่ายเงิ/ http://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=1173

จำนวนทั้งหมด 25 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด