สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (27 บทความ)

เพื่อนรัก เพื่อนริษยา จบไม่สวย ตอกย้ำซ้ำเติมผู้ป่วยเอดส์

การทำละครที่ดี มีคุณภาพ คนทำละครต้องทำการบ้าน ต้องหาข้อมูล เพราะการนำเสนอแต่ละฉากแต่ละตอนของละครมีผลต่อพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ ของคนในสังคม ละครจึงถือเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญในอันที่จะช่วยสร้างสรรค์จรรโลงสังคม หรือทำให้สังคมมีความรู้ ความเข้าใจในมิติต่างๆ ละครเรื่องเพื่อนรัก เพื่อนริษยา ที่ออกอากาศทางช่อง ๓ ทุกวันจันทร์ และอังคารซึ่งสัปดาห์ที่ ๕-๖ตุลาคม ๒๕๕๘ นี้จะนำเสนอเป็นตอนจบแล้ว ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมากเรื่องหนึ่ง ด้วยดาราที่แสดงและเนื้อหาที่ถูกจริตคนไทย ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้ว เรื่องราวความรัก ความริษยา แต่ที่จะขอพูดถึงคือ มีการเผยแพร่บทละครตอนจบผ่านสื่อต่าง ๆ ในฐานะคนทำงานเรื่องเอชไอวี/เอดส์มานาน ๒๐ กว่าปี พออ่านแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาอีกแล้ว” พล๊อตเดิม ข้อมูลเก่า ในบทโดยสรุปไลลาตายเพราะเป็นเอดส์ โดยไปนอนตัวเน่ามีแผลพุพองทั้งตัว ต้องพันผ้าพันแผลไว้จนเพื่อนรักอีกสองคนที่ไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์ที่ไลลานอนออยู่ จำไม่ได้ มารู้เอาตอนที่สิ้นใจ เมื่อย้อนนึกไปในอดีตที่ละครนำเสนอคือ ไลลาเคยมีเพศสัมพันธ์กับเจ้าของช่องทีวี พระเอก และโปดิวเซอร์เพื่อแลกกับหน้าที่การงาน ตอกย้ำการมีคู่นอนมากหน้าหลายตาทำให้เธอต้องมีสภาพเช่นนี้การนำเสนอเรื่องราวของเอดส์ผ่านบทละครแบบนี้นอกจากจะไม่ตรงตามข้อมูลทางวิชาการยังเป็นการตอกย้ำว่าเอดส์เป็นเรื่องของคนที่มีคู่นอนหลายคน เอดส์เป็นแล้วต้องตาย ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจที่ผิดเรื่องเอชไอวี/เอดส์อย่างมาก ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาคประชาสังคมด้านเอดส์ ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอชไอวีและเอดส์ตามสโลแกนเอชไอวีป้องกันได้...เอดส์รู้เร็วรักษาได้ หัวใจสำคัญ คือรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนตระหนัก ว่าหน้าที่การป้องกันเอดส์เป็นหน้าที่ของทุกคน หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเอดส์คุณต้องป้องกันตัวเอง พฤติกรรมเสี่ยงที่ว่าคือหนึ่งมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันโดยการสวมถุงยางอนามัย แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียว เพราะเราไม่อาจทราบว่าคู่นอนของเรามีเพศสัมพันธ์กับเราคนเดียวหรือไม่(คนไทยกว่า ๙๐% ติดเชื้อเอชไอวีจากช่องทางนี้)สองคือใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นและใช้เข็มฉีดร่วมกัน สามคือรับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ประการต่อมาคือหากมีพฤติกรรมเสี่ยงแล้วกังวล อยากรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ยังสามารถขอรับคำปรึกษาจากสายด่วนเอดส์ ๑๖๖๓ ได้ทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น. และหากต้องการตรวจหาเชื้อเอชไอวีสามารถไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลที่ท่านสะดวกใจที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) ปีละ ๒ ครั้ง เพียงแสดงบัตรประชาชน เงื่อนไขคือ ต้องมีสัญชาติไทยและเข้ากระบวนการประเมินความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายจะเบิกจากกองทุนเพื่อการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยสมัคร (กรณีนี้ไม่ครอบคลุมการตรวจเพื่อสมัครงาน การบวช ) หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวีก็จะเข้าสู่การดูแลรักษาทันที ตั้งแต่การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน (CD4)การป้องกันและการรักษาโรคฉวยโอกาส การตรวจรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งทั้งหมดนี้ใเบิกค่าใช้จ่ายได้หมด ไม่ว่าจะใช้สิทธิบัตรทอง บัตรประกันสังคม และบัตรข้าราชการ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ที่เข้าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีมีมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้น ยิ่งรู้สถานภาพการติดเชื้อเร็ว เข้าสู่กระบวนการรักษาเร็ว ยิ่งเป็นผลดีต่อบุคคลนั้น จะทำให้แทบไม่มีโอกาสป่วยป็นเอดส์เลย ขณะเดียวกันหากติดเชื้อเอชไอวีมาก่อนแล้ว และเริ่มมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกว่ามีอาการของเอดส์ มีอาการหรือมีโรคฉวยโอกาส รีบมารับการรักษาอาการหรือโรคฉวยโอกาสนั้นให้หาย บุคคลนั้นก็จะกลับไปอยู่ในสถานะเป็นเพียงผู้ติดเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ไม่เป็นผู้ป่วยเอดส์ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้ เรียนหนังสือได้ ทำกิจกรรมต่างๆได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป มีอายุยืนยาวทั้งหมดนี้เป็นที่มาของข้อความรณรงค์ เอชไอวีป้องกันได้...เอดส์รู้เร็วรักษาได้ กลับมาที่ละครเพื่อนรัก เพื่อริษยา การนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้ป่วยเอดส์ที่มีพฤติกรรมมีคู่นอนหลายคน มีแผลพุพองตามเนื้อตัว ต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์ สุดท้ายต้องตาย สวนทางอย่างยิ่งกับการรณรงค์สร้างความเข้าใจใหม่เรื่องเอดส์ เพราะปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็นสภาพนั้นแล้ว หากยังมีนั่นแสดงว่าผู้ป่วยรายนั้นไม่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานการรักษา อีกทั้งเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมให้เกิดทัศนคติเชิงลบต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ คนดูละครที่มีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยเอดส์แล้วต้องตายแน่นอน คนทำละครและสถานีที่เผยแพร่จึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมศึกษาหาข้อมูลแล้วนำเสนอเพื่อร่วมลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ในสังคมไทย...มิฉะนั้นจะเป็นการทำร้ายผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเอดส์ซ้ำซากโดย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ความเสมอภาค ที่ต่างกัน

ส้มหวานหญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปี เป็นชาวพม่า ทางบ้านของส้มหวานมีฐานะยากจนแต่ส้มหวานต้องการจะช่วยต้องหาเลี้ยงครอบครัว ส้มหวานเต็มใจเลือกอาชีพเป็นพนักงานบริการหญิงเนื่องจากสามารถจุนเจือครอบครัวได้ ถ้าทำงานอื่นส้มหวานต้องมีรายได้ไม่พอรายจ่ายแน่ ๆ ส้มหวานจึงข้ามแดนมาอยู่ฝั่งไทย นานนับสิบปี ตอนแรก ๆ คนที่อยู่ใกล้บ้านส้มหวานคิดว่าเธอมาทำงานโรงงาน เพื่อนบ้านก็จะคุยดีกับเธอ แต่ภายหลังเมื่อรู้ว่าส้มหวานมีอาชีพอะไร ก็เริ่มทำตัวห่างเหินที่ทำงานของส้มหวานจะรับแขกส่วนใหญ่เป็นขาประจำ และผู้ที่รู้จักกันเท่านั้น ซึ่งเจ้าของร้านเองมักจะหวังผลประโยชน์ของส้มหวานเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ส้มหวานไม่มีสิทธิส่วนตัว ไม่เหมือนเพื่อนพนักงานที่เป็นชาวไทยเวลามีหน่วยบริการสุขภาพเข้ามาเยี่ยม เจ้าของร้านมักจะไม่ให้พนักงานบริการหญิงที่เป็นชาวพม่าลงมาจากห้อง บางครั้งแขกที่มาใช้บริการ มักจะขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอโดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยซึ่งเธอก็จำยอม เพราะอยากได้เงิน และส้มหวานรู้ตัวดีว่าตนเองอายุมากแล้ว รวมทั้งยังเป็นคนต่างชาติจึงไม่สามารถปฏิเสธแขกและไม่สามารถที่จะแข่งขันกับผู้ให้บริการสาว ๆ อื่น ๆ ได้ รายได้ครั้งละ 500-1,000 บาท ส้มหวานบอกว่าบางคืนก็มีแขก บางคืนก็ไม่มีแขกมาใช้บริการ เมื่อได้เงินมาแล้วก็มาเลี้ยงดูลูกอีก 2 คน รวมถึงมารดา ที่แก่แล้ว ในเรื่องนี้นั้น พบว่ามีพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ หลายคนที่ถือได้ว่าขาดโอกาสในเรื่องของสิทธิส่วนตัว เห็นได้จากพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ต้องการตรวจสุขภาพแต่เจ้าของกลับไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ที่สำคัญทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่พึงจะได้รับ เมื่อพนักงานบริการที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งมิอาจรับรองได้ว่าพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่มีปัญหาตามประเด็นดังกล่าวนี้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร โรคภัยไข้เจ็บจะเข้ามารุมเร้าเมื่อไร ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วความเสมอภาคคืออะไร? เป็นคำถามง่าย ๆ ที่คนในสังคมทุกคนควรจะได้รับสิทธิและการปฏิบัติที่เหมือนกันทุกประการ ณ คำมวย

ลอยกระทง กะเทยได้อะไร ?

วันนี้ขอเชิญชวนร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไปพร้อม ๆ กับวาระโอกาส วันลอยกระทง และขอถือการนี้อำนวยอวยสุขให้สถิตย์แด่ทุกท่านคราวเมื่อวันเพ็ญเดือนสิบสอง ราวสามปีที่แล้วนั้น มีข่าวกรอบเล็ก ๆ ว่าด้วยการออกหลักเกณฑ์ประกวดกระทงในประเพณียี่เป็งของชาวเชียงใหม่ ว่า"ห้ามมิให้กระเทยนั่งในกระทงที่ส่งเข้าประกวด โดยอนุญาตให้แต่เฉพาะสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษเท่านั้นที่สามารถนั่งประกอบในกระทงได้"ยังมาซึ่งความเดือดเนื้อร้อนใจจนเป็นเหตุให้ เกิดกรณียื่นฟ้องนายกเทศมนตรีฯ ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะขัดต่อหลักความเสมอภาค ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยตัวเเทนกลุ่มเพศที่สาม ในนาม "เชียงใหม่อารยะ"คดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับหลักความเสมอภาคของมนุษย์โดยตรง เพราะมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติในเรื่องความเสมอภาคไว้ว่า“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” วรรคสองบัญญัติว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” วรรคสามบัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้” และวรรคสี่ บัญญัติว่า “มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”ท้ายที่สุดแล้วศาลปกครองเชียงใหม่ได้วินิจฉัยว่า การจัดงานประเพณีลอยกระทงนั้น ถือเป็นการบำรุงรักษาจารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นซึ่งจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานการให้โอกาสประชาชนทุกคนในท้องถิ่นนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมการกีดกันกลุ่มบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งในท้องถิ่นไม่ให้มีส่วนร่วมด้วยเหตุสภาพทางกายหรือจิตใจที่เป็นกะเทยหรือเกย์ ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์จารีตประเพณีในชุมชนซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ประกาศของเทศบาลนครเชียงใหม่ในส่วนที่ระบุให้เฉพาะสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนั่งในกระทงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๔)แล้วก็จบเรื่องกันตรงที่ศาลชั้นต้น เนื่องจากเทศบาลนครเชียงใหม่ไม่อุทธรณ์ และยอมเปลี่ยนข้อความในหลักเกณฑ์จากคำว่า “สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ” มาเป็น “สุภาพชน” แทนคำตัดสินครั้งนั้นนับเป็นการลั่นระฆังเตือนไม่ให้หน่วยงานด้านปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่สนใจหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลใดใดอีกวันลอยกระทงนี้จึงนับเปป็นฤกษ์งามยามดี ที่เราทุกคนควรเริ่มต้น เฝ้ามอง จับตากันอย่างจริงจังไม่ให้มีการตีตราและเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในสังคมไทยไปด้วยกันกับมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ด้วยการนำเสนอสถานการณ์หรือเรื่องราวการถูกตีตรา และเลือกปฏิบัติในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มประชากรเราทุกคนเป็นยอดมนุษย์ได้ เพียงไม่ตีตราและเลือกปฎิบัติ ขอได้รับความสุขไปพร้อมกัน
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.