สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (27 บทความ)

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) แอดเอามาแปะไว้เผื่อใครยังไม่เคลียร์ว่า พ.ร.บ.นี จะเข้ามีบทบาทอย่างไรกับการรักษาโรคด้วยสมุนไพร หรือจะอ่านรอไปพลางๆก่อนจะร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.กับมูลนิธิศูยน์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เอกสารเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม 1. ร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/16weZHU2RBkxzuwGk2atlsp8SHRFDoVJz/edit?fbclid=IwAR06QZJFC0bED2ihU4KV4QVk695M49OYN2oAbYCeL-SgYYyK-Rnqcnls8oE 2. สรุปเหตุผลความจำเป็นและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/1Do86mBOro2TJJWFRdzUiKve-NckYId_F/edit?fbclid=IwAR3e1H29cKDJfFtc1gzijRQZIf3SHFGh7qHmFMsD2nxwGacPBLcjU1GM-6E 3. Press Release https://drive.google.com/file/d/1yKanSaTJdjnpusVe-JUNoSmvOJeFa2v4/view?fbclid=IwAR1RtKzHqRrdz8M0ftZtvYsw1k-wsuoAvmEK94ZRqQ0rmWfvzsfK15P-2dQ 4. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้ริเริ่มการเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/13dcnwU_mSxKvW_kb-8rvmQeNOVQD3KGC/edit?fbclid=IwAR2PusTariY9s8T_QvXluKuAFZntXun8I_l2ldhdNGUGczsSj5KuZHwz8O4 5. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/1Giia5XOFwj0nLtUwrmQ7dMKi6uMLHhEl/edit?fbclid=IwAR0S_zoinwUd0pcw-EzMTUpQl_oAbQHr836mU54OncicnBZ2xWWsXlhwUY8 ใครเข้ามาอ่านแล้ว ช่วยแอดลงชื่อสนับสนุนกันเยอะๆนะ ถ้าชวนเพื่อนๆมาลงชื่อด้วยยิ่งดีเลยจ้า

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข เรื่องส่งท้ายเดือนกันยายน แอดขอเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนแรงในสังคมโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ หากใครติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ ก็น่าจะเห็นข่าวของ “เกรียตา ทุนแบร์ย” เด็กหญิงอายุ 16 ปี จากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่ล่าสุดเธอขึ้นพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ เวทีการประชุมผู้นำโลกอย่างดุเดือด ก่อนจะไปถึงประเด็นที่แอดอยากจะสื่อสาร แอดอยากจะเล่าเกี่ยวกับน้องสักนิด เกรียตา ทุนแบร์ยไม่ได้พึ่งมาโกรธเคืองเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อวันสองวันนี้นะ แต่เธอเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ 9 ขวบ และเริ่มเคลื่อนไหวรณรงค์คนเดียว โดยผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ และโดดเรียนไปนั่งที่หน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนรณรงค์เรียกร้องให้นักการเมืองในสวีเดนตระหนักถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ปีที่แล้ว(2018) ต่อมา เธอก็ได้รับโอกาสในกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีบนเวทีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 24 (COP24)การเคลื่อนไหวของเกรียตา ได้ปลุกกระแสในกลุ่มเยาวชน ทำให้มีนักเรียนในหลายๆประเทศทั่วโลก โดดเรียนเพื่อออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเธอ อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.bbc.com/thai/international-47575887 https://www.bbc.com/thai/thailand-46619851 https://thepotential.org/2018/12/24/greta-thunberg/ ด้วยเนื้อหา และท่าทางที่จริงจังของเกรียตา ในขณะขึ้นพูดในการประชุมผู้นำดลกครั้งล่าสุด ทำให้ผู้ฟังที่เป็น “ผู้ใหญ่” บางคนออกจะไม่พอใจ หรือ “สื่อ” บางสำนักก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ ว่า เธอก้าวร้าว เธอป่วย ที่หนักกว่าคือ การเอาเธอไปผู้โยงกับเรื่องทางการเมือง กลับกลายเป็นว่า การออกมาพูดในครั้งนี้ถูกให้ความสนใจในประเด็น “การมีสัมมาคารวะ” มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียอีก อีกข่าวในบ้านเรา เรื่องของนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ที่มีข่าวคราวสะเทือนผู้มีอำนาจมานักต่อนัก อย่าง เนวิตย์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ขณะนี่กำลังมีกรณีกับ รมต.กระทรวงมหาดไทย เนื่องจากถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเป็นกรรมการตามกฎหมายของแอมเนสตี้ ทั้งที่เนติวิทย์ได้รับเลือกเป็นกรรมการแอมเนสตี้ ตัวแทนเยาวชนปีที่แล้วด้วยเหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ (กรณีผู้ชุมนุมอยากเลือกตั้ง MBK39 และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันศาลยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี) จากข้อมูลที่ได้จากโพสต์บนFacebook ของเนติวิทย์ เขาโพสต์ไว้ว่า เขาได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังกรมการปกครองแต่ก็ถูกอธิบดีปฏิเสธ พอมายื่นที่กระทรวง รมต.กระทรวงมหาดไทย ก็ยกอุทธรณ์ และโยนเหตุผลว่าเขาเป็นตัวอันตราย ทั้งๆที่เขาเป็นสมาชิกของเอมเนสตี้มา 5 ปี และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจงใจการแทรกแซงเพื่อไม่ให้เขาเข้าไปมีบทบาทในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามเนติวิทย์ยืนยันว่า เขาจะไม่ยอมให้การกระทำในครั้งนี้หยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาได้ ขอบคุณข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/politics/news_2920015 การที่แอดนำข่าวของนักเคลื่อนไหว ทั้ง 2 มาเขียนถึง เพราะแอดคิดว่า ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน แต่ต่างกันที่พวกเขาผลักดันกันคนละเรื่อง เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดในยุคที่ผู้คนต่างพูดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดปัญหาโลกร้อน แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ผู้นำประเทศใดในโลกที่ออกแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนเนติวิทย์ เกิดและเติบโตมาในช่วงที่ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองแบบไม่จบไม่สิ้น การันตีด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้งเหตุการณ์การชุมนุม เล่นกีฬาสี เผาห้าง สาดกระสุน เป่านกหวีด ลงท้ายด้วยงานมอเตอร์โชว์รถถัง สถานการณ์ที่แอดคิดว่าทั้งสองคล้ายกันนี้คือ ทั้งคู่อยู่ในฐานะ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงมาจากคนรุ่นเขาทำ แต่เป็นการเปลี่ยนที่ผู้ใหญ่ออกมาทำเพื่อลูกหลาน แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นก่อน จะไม่ค่อยสนใจสิ่งที่จะตามมาในอนาคตเสียเท่าไหร่ คิดว่าปล่อยให้เด็กๆที่ตามมาที่หลังแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน ที่หนักกว่านั้น บางเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆหรือคนรุ่นหลัง ก็คิดเองเออเองโดยไม่ได้ถามคนที่เกี่ยวข้องก่อนออกกฎระเบียบด้วยซ้ำ เน้นสะดวกไม่ได้เน้นสดับ คนรุ่นใหม่ที่จะต้องอยู่ในสังคมต่อไปที่เห็นต้นสายปลายเหตุของปัญหามาตลอดก็ทนไม่ไหวจึงออกมาทำอะไรสักอย่าง ให้ผู้ใหญ่หรือคนรุ่นก่อนหยุดสร้างปัญหา หรือความบอบช้ำ ให้แก่โลก ให้แก่สังคม ที่คนรุ่นพวกเขาจะต้องอยู่ต่อไป ในทางกลับกัน เมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาเสนอวิธีแก้ปัญหา ส่องเสียงเรียงร้อง หรือวิพากย์วิจารย์การทำงานของ รัฐ ผู้มีอำนาจ หรือคนที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือ การโต้กลับมาด้วยการกล่าวหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ มักชอบอ้างว่าตนอาบน้ำร้อนมาก่อน อ้างระเบียบปฏิบัติที่คร่ำครึและไม่เหมาะกับยุคสมัย หนักไปกว่านั้น คือการจำกัด สิทธิเสรีภาพ ไปจนถึงการทำร้ายร้างก่าย (กรณีจ่านิว) จนกลายเป็นว่า ประเด็นที่สำคัญอย่าง “ปัญหาที่ต้องแก้ไข” ถูกผลักไปเป็นประเด็นที่พิจารณาในวาระต่อไป(ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้) หากเราคิดบนฐานความเป็นมนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถมีสิทธิ์มีเสียงแสดงความเห็นต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคมโดยรวม ยิ่งเป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว กินเวลาชั่วลูกชั่วหลาน เด็กๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ต้องอยู่ต่อไป จะไม่ให้พื้นที่กับเขาเลยหรือ ที่แอดเขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนา ที่จะตำหนิผู้ใหญ่ หรือคนที่ใช้ชีวิตมาก่อนเด็กๆ จริงๆแล้วยังมีผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในสังคมที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้พวกเขาอยู่ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่ส่วนมากที่มีแนวการใช้ชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อยๆ คิดว่าปัญหาก็คงถูกแก้ด้วยผีมือเด็กๆเอง ทั้งๆที่เขาอยู่ในฐานะที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้ ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไข ต้องรอให้ผู้ใหญ่คิดได้และปรับเปลี่ยน หรือต้องรอให้คนรุ่นใหม่แก่ก่อนสิ่งใหม่ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ภาระของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่จะต้องมาแบบรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต แต่เป็นการที่คนที่ยังมีเรี่ยวแรงในยุคนี้ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และส่งต่อให้คนรุ่นหลังพัฒนามันต่อไป ประเด็นนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมทั้งโลกก็กำลังหาจุดสมดุลอยู่เช่นกัน แต่คำตอบมันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะโฟกัสที่ไหน ที่ปัญหา หรือ สัมมาคารวะกันหละ ขอบคุณข้อมูลจาก https://thestandard.co/greta-thunberg-2/ ขอบคุณภาพจาก Voice TV https://images.app.goo.gl/8LMcca6awwuBde8G7 ภาพถ่ายโดย Markus Spiske temporausch.com จาก Pexels

ข่าวเก่าเล่าใหม่ : ติดเชื้อเอชไอวีเพราะใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกัน ติดไม่ติดตรงนี้มีคำตอบ

จากข่าวที่แชร์กันแพร่หลายในอินเทอร์เนต เรื่องที่สาวบราซิลคนหนึ่งติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกับผู้ติดเชื้อ ข่าวที่ออกมานี้อาจทำให้สาวๆหลายคนที่ชอบทำเล็บคงรู้สึกไม่สบายใจ แต่เดี๋ยวก่อน !! คนที่เห็นข่าวนี่เนี่ย ได้อ่านเนื้อความข้างในรึยังจ๊ะ? ก่อนที่จะไปพิสูจน์ว่ามันจริงแท้ยังไง มาดูที่มาของข่าวกันก่อน หลังจากที่แอดได้เข้าไปอ่านในลิงค์ที่แชร์ส่งต่อกันมาแล้ว พบว่า นี้เป็นบทความบนเว็บไซต์ theAsianparentthailand เว็บนี้ก็เป็นเว็บที่รวมสาระเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีเว็บนี้ในทุกประเทศในเอเชีย แน่นอนว่าเนื้อหาในเว็บก็เหมือนกันเลย แต่แปลเป็นภาษาต่างๆอีกมาก ลิงก์บทความ ประเทศไทย https://th.theasianparent.com/22-infected-hiv-manicure-090919?fbclid=IwAR1_ozF0yN5vuCz34t-96XYWbiyOycysUD9QSMtmK9OD0097_3r8davf_ywฟิลิปปินส์ https://ph.theasianparent.com/hiv-risks-of-getting-a-manicure?fbclid=IwAR3uB0hrvOtZeE01PSqA8GrO5pCLwx4xrF-6dX8iYU5TPze3WDrRFHfzn3I บทความนี้พูดถึงข่าวที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว New York Dailynews เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2014 (2557) หรือเมื่อ 5ปีก่อน อ้างอิง : https://www.nydailynews.com/life-style/health/22-year-old-brazilian-woman-hiv-manicure-study-article-1.2010238?fbclid=IwAR3a_xKf5VcVbxP7jdQCewhdVdTCc31jHxX7lZhkNZRPm-GGP6jQEtoU2Loโดยข่าวนี้ก็เคยถูกแชร์ส่งต่อเป็นกระแสในช่วงเวลานั้นเช่นกัน อ้างอิงจากเว็บไซต์ กระปุกดอทคอม https://health.kapook.com/view108016.html แสดงว่าข่าวนี้เป็นข่าวเก่า ถูกนำมาแชร์ซ้ำใหม่ เอาหละ! มาว่าด้วยเรื่อง การใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกันทำให้ติดไม่ติดเชื้อเอชไอวีกันแน่ หากตามบทความนี้ ระบุไว้ว่า การติดเชื้อที่เกิดขึ้นนี้เป็นการส่งผ่านเชื้อแบบ เลือดกับเลือด ซึ่งพบการส่งผ่านเชื้อลักษณะนี้ได้ในกลุ่มผู้ใช้ยาที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เลือดที่มีเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดของอีกฝ่ายโดยตรง บทความนี้นำเสนอการวินิจฉัยของแพทย์ว่า ผู้หญิงคนนี้ติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกับญาติที่มีเชื้อเอชไอวี เพราะจากการสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเธอแล้ว ไม่พบว่าเธอมีพฤติกรรมเสี่ยงแต่อย่างใด ซึ่งแพทย์ก็ให้ความเห็นว่า เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ นอกจากนี้ เมื่อนำเลือดไปวิเคราะห์ก็พบอีกว่า เธอคนนี้ติดเชื้อมานานกว่า 11 ปีแล้ว ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของแอด อาจเป็นไปได้ว่าการติดเชื้ออาจจะมาทางอื่นด้วยหรือเปล่า? เพราะตอนที่เป็นข่าวเธออายุ 22 ปี ถ้านับย้อนหลังไป 11 ปี ก็เท่ากับว่า เธออาจได้รับเชื้อตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ถามว่ากันตามหลักการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น QQR แล้ว Q แรก ปริมาณเชื้อ แน่นอนว่าเชื้อมีอยู่มากในเลือด แต่แผลที่เกิดจากการทำเล็บ จะทำให้เลือดออกมามากขนาดไหนกัน Q ที่ 2 คุณภาพของเชื้อ เชื้อที่ออกมาจากเลือดมีความสดใหม่คุณภาพดี แต่เมื่อสัมผัสกับอากาศ เชื้อก็จะเสื่อมคุณภาพลง เพราะเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายมนุษย์เท่านั้น และ R ช่องทางการติดต่อ เลือดของผู้ติดเชื้อติดอยู่ที่ตะไบเล็บ กรรไกรตัดหนัง ที่งัดเล็บขบ ฯลฯ แล้วไปสัมผัสกับผิวหนัง หรือแผลที่เกิดจากการทำเล็บ อย่างที่บอกไปถ้าเชื้อสัมผัสอากาศก็จะตาย เสื่อมคุณภาพ แล้วการทำเล็บทุกครั้งไม่จำเป็นต้องเลือดออกหรือเป็นแผลทุกคน จึงไม่มีช่องทางที่เชื้อจะถูกส่งต่อไปได้เลย ยิ่งมาวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ ใครจะอยากใช้อุปกรณ์ที่เลือดโชค หรือสกปรกบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะเช็ดกับผ้าสะอาดๆสักหน่อย อย่างไรก็ตามข่าวที่ออกมานี้ไม่ได้เป็นข่าวปลอม หรือข่าวที่ตั้งใจให้ตื่นตระหนกกันนะ เพียงแค่ต้องการให้ทุกคนใส่ใจเรื่องความสะอาด และการใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับความสวยความงามหรือการอุปกรณ์ที่ใช้กับร่างกายร่วมกัน ใครที่ชอบทำเล็บก็ทำได้เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ก็ดูเรื่องความสะอาดกันของอุปกรณ์กันหน่อยก็แล้วกัน เพราะถึงเป็นไปได้ยากมากที่จะติดเชื้อเอชไอวี แต่ความเสี่ยงที่จะติดโรคผิวหนังหรือเชื้อโรคอื่นๆที่อยู่ข้างนอกร่างกายได้นานๆก็ไม่ได้ลดลงนะจ๊ะ

พวกเขาไม่ให้เราเรียน เพราะรู้มาว่า แม่ของเราเสียชีวิตจากเอชไอวี

เรื่องจริง จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รบผลกระทบจากเอชไอวี . วันที่ 18 ก.ค.62 มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ นำโดยคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการ พร้อมทีมงานด้านสิทธิ์ ลงพื้นที่ประชุมและทำความเข้าใจเรื่องเอดส์และเอชไอวี ร่วมกับผู้บริหาร ครู พยาบาลจาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ และครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี ณ โรงเรียนบ้านบางกง ตำบลวิหารแดง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก กรณีเด็กนักเรียน 2 พี่น้อง ที่โรงเรียนสั่งหยุดเรียน เพราะเด็กมีแผลตามร่างกายหลายจุด จึงให้หยุดไปรักษาแผลให้หาย แล้วจึงค่อยกลับมาเรียน แต่ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาด ทางครอบครัวกลับรับรู้ว่าทางโรงเรียนสั่งให้บุตรหลานหยุดเรียนเป็นการถาวร เพราะกลัวจะแพร่เชื้อให้กับนักเรียนคนอื่นในโรงเรียน เรื่องราวที่เล่ามาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อมาทางครอบครัวของนักเรียนพยายามติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อขอคำชี้แจง แต่ไม่เป็นผล ประกอบกับกระแสข่าวเรื่องแม่ของนักเรียนเสียชีวิตจากเอชไอวีที่มีมาแต่เดิมในกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกดดันให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก จนกระทั่งพ่อของเด็กทั้งสอง ไปปรึกษาพยาบาลที่ประจำอยู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ทางพยาบาลก็พยายามประสานสำนักงานสาธาณระสุขอำเภอ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายพยาบาลแนะนำให้พ่อพาเด็กทั้งสองไปขอใบรับรองจากแพทย์เพื่อนำผลมายืนยันต่อโรงเรียนและกลุ่มผู้ปกครอง พ่อของเด็กก็พาลูกไปตรวจทั้งคู่ และผลเลือดของเด็กก็เป็นปกติ(ผลลบ) เพื่อต้านกระแสที่เกิดขึ้น พ่อของเด็กจึงโพสผลเลือดลงในกลุ่มไลน์ของผู้ปกครองนักเรียน แทนที่ผู้ปกครองในกลุ่มไลน์จะเข้าใจและจบเรื่องไป กลับกันกลุ่มผู้ปกครองก็แตกตื่นมากกว่าเดิม รุนแรงถึงขั้นบอกให้ลูกของตนไม่ต้องเล่นกับนักเรียนสองคนพี่น้องคู่นี้ ระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป สองพื่น้องคู่นี้ หยุดเรียนไป 3 วัน เมื่อไม่ได้รับคำชี้แจงจากโรงเรียน ทางครอบครัวจึงให้น้องกลับไปเรียนอีกครั้ง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จากการกรณีที่เกิดขึ้นนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ยังมีคนจำนวนมากในสังคม ที่ยังเข้าใจเรืองเอชไอวีและเอดส์ไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นบุคคลากรที่ทำงานในสาธารณะสุขก็ยังไม่สามารให้คำตอบได้อย่างมั่นใจ และมีความกลัวที่สืบเนื่องจากความเข้าใจผิดๆ หรือไม่มีความรู้ ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องการตรวจเลือด แอดบอกลูกเพจตลอดว่าให้ตรวจเลือดเพื่อเช็คสถานะ หากผลเป็นบวกก็จะได้รักษาได้เร็ว แต่ในกรณีนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง ถึงแม้การกระทำเป็นเพราะเจตนาดี อยากให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไป แต่วิธีการนี้จะส่งผลกระทบมากกว่าเดิม อย่างที่แอดได้เล่าไปด้านบน กลายเป็นว่าผู้ปกครองก็พากันล่าแม่มดหาว่าสองพี่น้องคนนั้นคือใคร นอกจากนี้การบังคับให้ตรวจเลือดเป็นการละเมิดสิทธิเนื้อตัวร่างกายของเด็ก เนื่องจากไม่พบว่าเด็กยินยอมให้ตรวจหรือไม่ รวมถึงละเมิดสิทธิความความเป็นส่วนตัวของเด็กเพราะผลเลือดเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่สามารถเปิดเผยได้หากเจ้าตัวไม่อนุญาต การตรวจเลือดหากจะทำจริงก็ต้องตรวจนักเรียนทั้งหมดไม่ควรให้นักเรียนแค่ 2คน ตรวจเพื่อพิสูจน์ตัวเอง กรณีนี้โชคดีที่ผลเลือดปกติ แต่ถ้าผลเป็นบวกขึ้นมา โรงเรียนจะทำยังไง จริงๆแล้ว โรงเรียนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนักเรียนแม้ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะตามสิทธิขั้นพื้นฐานเด็กจะต้องได้รับการพัฒนา และ พ.ร.บ.การศึกษาก็ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่คิดดูอีกทีโรงเรียนจะเอาผลเลือดของนักเรียนไปทำอะไร? การประชุมจึงเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง กับ ครอบครัวของนักเรียนทีได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงหารือเรื่องการรับมือหากเกิดกรณีคล้ายกันนี้ในอนาคต โดยทางโรงเรียนก็แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะนำเรื่องเอชไอวี และสิทธิ์ด้านเอดส์ เข้าโครงการด้านอนามัยของโรงเรียน อิงกับเรื่องโรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด และระบบดูแลช่วยเหลือ โดยโรงเรียนจะเริ่มดำเนินการสร้างความเข้าใจให้กับคณะครูและบุคคลากรในโรงเรียน และขยายต่อในกลุ่มผู้ปกครอง ในเร็วนี้ๆ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ อาจได้ลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อหนุนเสริมโรงเรียน และ ไม่แน่ว่า เราอาจจะได้เห็นโรงเรียนและชุมชนตัวอย่างการอยู่ร่วมกับเอชไอวีในอนาคตก็เป็นได้

จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวง

เหตุผลของผู้ถูกกล่าวหาว่าเสพยาเสพติด หรือมียาเสพติดไว้ในครอบครองต้องยอมสารภาพผิด ?เพราะอะไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เรียกว่าการรอการลงโทษก่อน คือคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176สรุปได้ คือ * เงื่อนไข ในกรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง = จำเลยต้องสารภาพ * หลัก คือ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ = พิพากษาได้เลย เราจะเห็นประจำในข้อหาเสพ ข้อหาขับเสพ และข้อหาครอบครองเพื่อเสพ(กรณี ขับเสพเพิ่มโทษ 1 ใน 3 โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ) ซึ่งทั้งหมดมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 และไม่จำเป็นในการที่ต้องสืบพยานเลย ข้อยกเว้น คือ คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง=โทษขั้นต่ำไม่ใช่โทษขั้นสูงหากไม่มี โทษขั้นต่ำก็จะไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ไม่จำเป็นต้องสืบพยาน เช่น กฎหมายกำหนดว่าจำคุกไม่เกิน 10 ปี อย่างนี้ไม่ต้องสืบ ต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก “ผู้ใดกระทําความผิดซึ่งมีโทษจําคุกหรือปรับ และใน คดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏ ว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสําหรับความผิด ที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (3) เคยรับโทษ จําคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลัง เป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” เงื่อนไข ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยแต่เป็นความผิดลหุโทษ(โทษไม่หนัก)หรือจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือพ้นโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลากว่า 5 ปี หลัก คือ กระทําความผิดและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกินห้าปี(ของเดิมคือ 3 ปี) ดังนั้น หลักฐานพยานที่สามารถนำมาอ้างอิงพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ก็คือ น้ำปัสสาวะที่มี ยาเสพติด(ฉี่ม่วง) หรือยาเสพติดและคำสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน โดยยาเสพติดจะไม่ค่อยได้นำ ไปเป็นพยานในศาลนอกจากเอกสารการตรวจพิสูจน์ของสถาบันวิชาการ และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดหรือ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะจะหายไปหมดจากการตรวจพิสูจน์ “ยาเสพติดได้หมดไปจากการตรวจพิสูจน์” ซึ่งศาลจะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว บวกกับเหตุที่ไม่มีความโกรธแค้นกับจำเลยจึงไม่มีทางที่จะปรักปรำ จำเลยได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถเอาจำเลยไปนอนคุกเล่น ๆ ได้สบาย ๆ แม้ว่าจำเลยจะสามารถอ้างพยาน หลักฐาน เพื่อโต้แย้งกับอัยการได้ แต่ถามว่าจำเลยจะสามารถหาพยานอะไรที่จะเป็นพยานที่มีน้ำหนัก มากพอในการต่อสู้คดี 1.พยานเกี่ยวกับการหักล้างยาเสพติดว่าไม่ใช่ของตนหรือมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์การลงโทษ จะหาได้หรือไม่ อย่างไร 2.พยานที่จะสืบว่าตำรวจเคยมีเรื่องโกรธแค้นหรือมีเจตนาใส่ร้ายจำเลยจะหามาได้อย่างไร 3.คดียาเสพติดแม้นพนักงานสืบสวนหรือตำรวจจะทำการจับกุมโดยไม่ชอบแต่ก็สามารถทำได้เพราะได้ตัวผู้กระทำผิดมาแล้ว (ฎีกาที่9058/2549 ฎีกาที่3615/2548 ฎีกาที่1493/2550) มีเหตุผลโดยสรุป คือ การตรวจค้นและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฉะนั้นเมื่อปลายทางรู้ว่าการสารภาพ คือการได้ลดโทษหรือแม้กระทั้งรอการลงโทษเพราะเป็นคดีที่มีโทษไม่สูงนักตามเกณฑ์การรอการลงโทษ(รอลงอาญา) ดังนั้นเมื่อศาลถาม “จำเลยจะสารภาพหรือไม่” (เหมือนในหนังเปาบุ้นจิ้น) จำเลยโดยส่วนใหญ่จำเลยจึงพร้อมร้องเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กันว่า “ยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง หรือ ผม/ฉันขอสารภาพผิดครับ/ค่ะ” เป็นอันจบ ปิดคดีได้เพราะ จำเลยสำนึกถึงการกระทำผิดของตน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกี่ปีก็ว่าไป และปรับเงินจำนวน.............บาท เสียค่าปรับเสร็จกลับบ้านไปช้ำใจต่อที่บ้านถูกเพื่อบ้านมองว่าเป็นพวก ขี้ยาต่อไปแต่ก็ยังดีกว่าไปนอนในคุกใช่มัยครับ นี้แหละคือที่มาที่ไปของ หนู!จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวงที่มา : กระบวนการยุติธรรม นักกฎหมาย ผู้ใช้ยาและอาชญากร

แถลงการณ์กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดตามการเจรจาระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายเพื่อพัฒนาการเจรจาการระหว่างให้มีความสมดุลและเป็นธรรมพบว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ “การเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 178 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงหลักการและสาระสำคัญหลายประการที่เสื่อมถอยไปจากมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ประเทศไทยได้มีการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศจำนวนมาก และในท้ายที่สุดได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงระหว่างประเทศภายใต้การปฏิบัติตามกระบวนการและขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้เกิดความรอบคอบในการเจรจา เพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ทำให้เกิดผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศชาติมากขึ้น และแม้ว่าจะได้มีความพยายามผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หลายครั้งเพื่อเร่งรัด ลดขั้นตอนและเวลา แต่เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ปัญหาแท้จริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการเจรจามีต้นเหตุมาจากการไม่ได้จัดทำกฎหมายลูกรองรับมาตรา 190 มิใช่เกิดจากตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มาตรา 178 นั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ตัดทอนและปรับเปลี่ยนเนื้อหาบทบัญญัติของมาตรา 190 เดิม จนกระทบต่อหลักการสำคัญ 4 ประการ เป็นการบ่อนเซาะทำลายกระบวนการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยเชิงเนื้อหา ดังนี้ กัดกร่อนหลักธรรมาภิบาล : โดยการตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงสาระสำคัญของหนังสือสัญญานั้นต่อรัฐสภาตั้งแต่ในขั้นการจัดทำกรอบการเจรจา ข้อบัญญัติที่เคยมีอยู่ดังกล่าว เป็นการสร้างความโปร่งใส สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเป็นแนวทางป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการหนังสือสัญญา ทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ : โดยตัดข้อบัญญัติที่ให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 178 วรรคสองยังได้เพิ่มข้อกำหนดตอนท้ายว่า ในขั้นการพิจารณาเข้าร่วมผูกพันในหนังสือสัญญา หากรัฐสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 60 วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการทำลายหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง ลดอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหาร : การตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาออกไป เป็นการลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา ขั้นตอนดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศต่างๆ ยึดถือปฏิบัติและอ้างอิงเพื่อสร้างและเพิ่มอำนาจต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา จำกัดและลดความสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยในเชิงเนื้อหา : โดยการตัดทอนข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะที่มีความสำคัญในกระแสโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการจัดทำหนังสือที่ผ่านมาตามมาตรา 190 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำให้การเจรจามีความรอบคอบ ช่วยตรวจสอบและรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ตลอดจนเป็นกลไกที่ช่วยทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณภาพและมีผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่แท้จริง นอกจากหลักการทั้ง 4 ประการข้างต้นจะถูกบ่อนเซาะทำลายแล้ว ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสามยังได้กำหนดขอบเขตของประเภทหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางไว้อย่างจำกัด ทำให้ขอบเขตการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาสังคมถูกจำกัดและหดแคบลงไปอีก ยิ่งกว่านั้น ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสี่ ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายลูกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่กฎหมายที่จะมีสาระสำคัญเพื่อการกำหนดขั้นตอนและวิธีดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักธรรมาภิบาลตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แต่กลายเป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และได้รับการเยียวยาที่จำเป็นเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตราอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการประกันสิทธิพื้นฐานของประชาชนโดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาและการคุ้มครองผู้บริโภค ยังพบว่า มีบทบัญญัติที่ล้าหลังอันเป็นการลดทอนสิทธิของประชาชน แต่มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจรัฐลดอำนาจประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการที่ไม่ดี ไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ ด้วยเหตุผลและข้อวิเคราะห์ดังกล่าว กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จึงขอประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ และพร้อมที่จะจัดเวทีหรือเข้าร่วมเวทีถกแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูล ข้อวิเคราะห์ และความเห็นต่างอย่างรอบด้าน อันเป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองอันชอบธรรมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ประกาศแถลง ณ วันที่ 22 เมษายน 2559

ศาสนาไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นเอดส์ : และทรรศนะว่าด้วยการบวชของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ชายไทยผู้เคยบวชล้วนถูกตั้งคำถาม มะนุสโสสิ ปุริโสสิ ภุชิสโสสิ อะนะโณสิ และอีกสามสี่ปุจฉาแต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จิตตั้งมั่นบรรพชา จะเริ่มต้นตอบคำถามด้วยคำโกหก ปัจจุบันใน สังฆาณัติ ระเบียบพระอุปัชฌายะมีข้อห้ามบุคคลที่เรียกว่าวัตถุวิบัติ ห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาดหลายจำพวก อาทิ คนที่มีอวัยวะบกพร่อง ผู้ทุรพลทุพพลภาพ ผู้ฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์ ชายที่ทำร้ายภิกษุณี ผู้เป็นบัณ-เฑาะว์ หรือมีเพศทางเลือก เรื่อยไปจนถึงผู้ที่มีโรคติดต่อร้ายแรง จากอดีตจนปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ เกณฑ์ห้ามบวชในกรณีเป็นโรคร้ายแรง ไว้ ๕โรค ได้แก่ โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคมองคร่อและลมบ้าหมู กล่าวคือสมัยนั้นในแคว้นมคธได้เกิดโรคระบาดทั้งห้าขึ้น จนไพร่ฟ้าประชาชนต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ทางแก้ไขเดียวของบรรดาผู้ป่วยคือ ไปอ้อนวอนร้องขอให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยรักษาอาการ ด้านฝ่ายชีวกผู้ครองตนบนความความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ ต้องคอยถวายงานอภิบาลพระเจ้าพิมพิสาร รวมทั้งพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวก จึงทำได้เพียงกล่าวอ้างว่าไม่มีเวลาให้การรักษาแก่ประชาชน ครั้นคนป่วยทวีจำนวนกันมากขึ้น จึงมีนายสมองใสระลึกได้ว่าสมณะผู้สืบเชื้อสายศากยมุนีเหล่านี้แลเป็นผู้มีความเป็นอยู่ดี กินก็อร่อยอิ่มหมี นอนสะดวกมีห้องหับมิดชิด มีโอสถบดให้มิได้ขาด พอคิดเห็นดังนั้นจึงพากันไปขอบวช ภิกษุผู้ไม่มีกฎเกณฑ์ในกาลก่อนจึงอุปสมบทให้ จนได้กลายเป็นสมณะเมื่อเป็นเช่นนั้นประชาชนคนป่วยผู้ถูกโรคตกทุกข์จึงได้รับการรักษาให้หายขาดไปหลายราย จนถึงวันที่โกมารภัจจ์ชีวก เดินตลาดสวนทางกับสัตตบุรุษซึ่งแต่งกายขมุกขมัว ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายว่าเป็นเคยได้รับการรักษาโรคเรื้อนให้ในตอนบวช จึงเอ่ยปุจฉาหารือ ได้ความว่านายคนนี้หวังบวชเพียงเพื่อได้รับการรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ท่านหมอใหญ่ใบหน้าเปลี่ยนตวาดด่า โพนทะนาว่า"ไฉนเลยตถาคตจึงให้กุลบุตรผู้ถูกโรคร้ายได้เข้ามาบวช เพียงเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์ โดยไม่คิดบำรุงศาสนา" เมื่อเห็นแจ้งดังนั้นจึงรีบไปกราบทูลต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้เป็นเจ้าไม่พึงยังกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ ประการร้ายแรง ยากแก่การรักษาให้มาบวช” ลำดับนั้นเองพระผู้เป็นเจ้าทรงมีธรรมกถาเพราะว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีมูล จึงรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ชนิดกระทบแล้วภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดบวชให้ต้องอาบัติไปทุกฏ” สังเกตได้ว่า ๕ โรคร้ายที่ยกมานั้น ปราศจากโรคเอดส์ แล้วปัจจุบันก็เป็นที่ปรากฏแล้วว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากโรคร้าย จนคล้ายจะอนุมานได้ว่าพุทธองค์ทรงอนุญาตให้บวชกล่าวคือการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อโรคของตนไปสู่ผู้อื่น และอาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการรักษามากกว่าจะสืบสาส์นเจตนาของพุทธองค์ จึงป้องกันไม่ให้บุคคลมีโรคร้ายเเรงเหล่านั้นบวชแต่หากดูการติดต่อของโรคเอชไอวีจะพบว่ามีช่องทางการติดต่อได้ ๓ ทางคือ • เพศสัมพันธ์ เห็นแจ้งแล้วว่าผู้บวชเป็นพระย่อมไม่สามารถไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น • เลือด ซึ่งติดต่อกันได้โดยการรับ หรือสัมผัสเลือดโดยตรง ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงมากที่สุด แต่หากผู้ติดเชื้อพึงระวังก็จะสามารถป้องกันตนเองและผู้คนรอบข้างได้ตลอดทั้งหากพินิจดูที่การไหลออกของเหลือ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนปกติจะมีเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายเพราะหากเกิดแผลไม่ว่าบริเวณใด จะพบว่าเลือดต้องไหลออกเท่านั้นไม่มีวันไหลเข้า และการที่เชื้อเอชไอวีออกมาสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการแพร่โรคก็สามารถจะทำให้เชื้อหมดสภาพในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นกัน • จากแม่สู่ลูก ภิกษุผู้ถือบวชล้วนเป็นชายสาเหตุของการติดต่อในช่องทางนี้จึงล้วนเป็นไปไม่ได้ ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ตามหลักการของเหตุผลอันควรเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่อาจต้องเชื่อว่ากรณีของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ไม่ควรมีการรังเกียจกีดกันใดซึ่งไม่อนุญาตให้บวช พิเคราะห์เจตนา ของตถาคตที่ทรงห้ามผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงถือบวช เพื่อป้องกันเจตนาซึ่งไม่ได้ประสงค์จะทำนุบำรุงสืบทอดสายป่านแห่งพุทธศาสนา แต่เพียงหวังว่าจะได้รับประโยชน์บางสิ่งแต่หากเมื่อผู้ติดเชื้อเซอชไอวีมีความรู้และดูแลสุขภาพของตนเองได้นั่นก็อาจไม่ใช่เงื่อนไขของการไม่อนุญาตให้บวช รวมทั้งการมีเชื้อเอชไอวี ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ เมื่อเอชไอวีไม่ใช่เหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์ ก็ไม่ต้องการการดับทุกข์ และการบวชไม่ใช่หนทางเดียวของการดับทุกข์เสมอไป ดังนั้นข้อกังขาว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจบวชด้วยเหตุว่าต้องการพึ่งพาร่มกาสาวพัสตร์เพื่อรอวันตายอย่างสงบจึงล้วนเป็นเพียงการกล่าวอ้าง ท้ายแล้วไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญญาชนผู้มากความรู้ ล้นความสามารถจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ประสงค์อยากบวชอย่างไร แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่ปรากฏว่าเคยระบุให้รังเกียจกีดกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ และใช่หรือไม่ว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการสอนให้อย่าเชื่อโดยปราศจากการค้นหาถ้าหากตื่นฟื้นจากปรินิพพาน เราท่านว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไรหากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีอยากจะบวช ? ------------------------------------------------: มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

เหลียวหลังแลหน้า การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของประชากรข้ามชาติ

ในนามคณะทำงานพัฒนาแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตร ในกลุ่มประชากรข้ามชาติซึ่งประกอบไปด้วย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเครือข่ายคนทำงานด้านประชากรข้ามชาติและเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและระดมความคิดเห็นในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และสถานพยาบาล ที่ให้บริการการจัดทำประกันสุขภาพและตรวจสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คนข้ามชาติและผู้ติดตาม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวและประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าว ลงวันที่ 30มีนาคม 2558 โดยได้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีการจ้างแรงงานข้ามชาติอย่างเข้มข้น ได้แก่ กรุงเทพฯสมุทรปราการ สมุทรสาครตราด เชียงใหม่ ระยอง ชลบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี รวมทั้งจัดเวทีระดมความคิดเห็นต่อเรื่องระบบประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ โดยมีตัวแทนทั้งจากแรงงานข้ามชาติ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่สถานพยาบาล และองค์กรพัฒนาเอกชน ข้อค้นพบที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็นในการดำเนินการตรวจ และประกันสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าว ลงวันที่ 30มีนาคม 2558 จะเห็นว่ายังมีข้อจำกัดในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนข้ามชาติทั่วไปที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันสุขภาพอยู่ค่อนข้างมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจาก- การทำความเข้าใจในการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขต่อสถานพยาบาลรวมทั้งการบริหารจัดการระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายและสถานพยาบาลไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ไม่เกิดการดำเนินงานจริงในพื้นที่- สถานพยาบาลมีความเข้าใจต่อนโยบายการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าวที่แตกต่างกันทำให้การดำเนินการในแต่ละพื้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันจนมีแนวโน้มที่จะให้การดำเนินการประกันสุขภาพกลายเป็นนโยบายแต่ละที่ของผู้บริหารในแต่ละสถานพยาบาลไป- สถานพยาบาลไม่มั่นใจในแนวทางการจัดการตามนโยบาย การเข้าใจนโยบายที่แตกต่างกัน รวมทั้งการยังมีทัศนคติในการดำเนินการตามนโยบายที่ยังอิงกับมาตรการแบบเดิม- สถานพยาบาลยังคงมีแนวคิดที่จะผูกโยงการประกันสุขภาพกับระบบการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติดังที่เคยปฏิบัติกันมา - สถานพยาบาลไม่มีความมั่นใจในระบบประกันสุขภาพในแบบที่สมัครใจทำประกันในกลุ่มคนข้ามชาติและมองเห็นว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงทางงบประมาณของสถานพยาบาลได้- สถานพยาบาลไม่มีการดำเนินการประชาสัมพันธ์ หรือการทำความเข้าใจกับกลุ่มประชากรข้ามชาติให้เห็นความสำคัญของการทำประกันสุขภาพไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติและประชากรข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่รับรู้ข้อมูล- ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันสุขภาพ ก็ไม่มีการจัดทำประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติด้วย- ขาดการติดตาม ประเมินผลในทางนโยบาย - ขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลักในเรื่องนโยบาย การบริหารจัดการและการประสานงานกับสถานพยาบาลในเรื่องประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ก็ทำให้เกิดความสับสนในการประสานงาน รวมทั้งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนานโยบายที่สอดคล้องกับการดำเนินการประกันสุขภาพในระดับพื้นที่ และการวางแผนในการจัดการในระยะยาว คณะทำงานพัฒนาแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตรในกลุ่มประชากรข้ามชาติจึงมีข้อเสนอต่อการบริหารจัดการ การตรวจสุขภาพและการประกันสุขภาพคนต่างด้าว ดังนี้ระบบการบริหารจัดการ 1. กระทรวงสาธารณสุขต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรงและจัดให้มีหน่วยบริหารกลางที่ชัดเจนเพื่อการจัดการและแก้ไขปัญหาที่มีคุณภาพ 2. ให้บริการสุขภาพประชากรข้ามชาติต้องมุ่งเน้นการบริการที่มีคุณภาพ และระบบการให้บริการสุขภาพประชากรข้ามชาติ โดยเทียบเท่ากับระบบ สปสช. 3. กระทรวงสาธารณสุขต้องมีการจัดทำแผนงบประมาณในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในแต่ละปี ให้ชัดเจน 4. ให้กระทรวงสาธารณสุข เสนอเรื่อง ให้ ครม. มีมติให้หน่วยบริการสุขภาพ สามารถจัดจ้าง พสต.ได้ โดยให้ใช้อำนาจตาม ม.9 และ ม. 13 โดยการออกเป็นประกาศสำนักนายก ว่าด้วยอาชีพที่สามารถจัดจ้างได้ ตามพรบ.การทำงานของคนต่างด้าว 2551 5. กระทรวงสาธารณสุข ต้องนิยามความหมายของพนักงานสาธารณสุขต่างชาติ ( พสต.) ให้ชัดและสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ประชากรต่างด้าวของกระทรวง 6. ให้กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระเบียบการจัดจ้าง พสต. เพื่อกำหนดแนวทางการจัดจ้างและการใช้เงินประกันสุขภาพในการจัดจ้าง พสต. ในหน่วยบริการการเข้าถึงข้อมูล 1. จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องประกันสุขภาพในกลุ่มแรงานข้ามชาติและคนข้ามชาติร่วมกันระหว่างหน่วยงานบริการด้านสุขภาพและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ 2. จัดทำเอกสารเผยแพร่เป็นภาษาของแรงงานข้ามชาติ 3. จัดอบรมพสต. อสต. และแกนนำชุมชนในเรื่องการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ การเข้าถึงการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ 1. กระทรวงสาธารณสุข ต้องระบุกลุ่มประชากรเป้าหมายให้ชัด คือ บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย (ที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือและผู้ติดตาม) ยกเว้นบางกลุ่มประชากรตามที่ประกาศในกฎกระทรวง 2. กระทรวงสาธารณสุขจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องการดำเนินการขายประกันสุขภาพทั้งในเรื่องเอกสารที่ใช้ วิธีการดำเนินการ เป็นต้น 3. มีมาตรการติดตามบังคับให้สถานพยาบาลขายประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติและคนข้ามชาติทุกคน รวมทั้งมีระบบติดตามประเมินการขายประกันสุขภาพร่วมกัน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชน อีกทั้งมีแนวทางการจัดระบบรับแจ้ง กรณีการเข้าถึงไม่ประกันสุขภาพและการบริการประกันสุขภาพจากแรงงานข้ามชาติ 4. ในกรณีแรงงานข้ามชาติ กลุ่มที่นอกเหนือจากการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จและไม่เข้าประกันสังคม ควรมีการเปิดให้แรงงานข้ามชาติสามารถซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อป้องกันนายจ้างที่ไม่ต้องการทำประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติ 5. จะต้องจัดให้มีล่ามหรือแนวทางอื่น ๆ ที่จะช่วยในการสื่อสารระหว่างแรงงานข้ามชาติและสถานพยาบาลในการจัดทำประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ และคนข้ามชาติ 6. พิจารณาการจัดทำประกันสุขภาพในกลุ่มเด็กผู้ติดตามในช่วงอายุมากกว่า 7 ปี โดยควรให้มีค่าใช้จ่ายในการประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับความสามารถในการซื้อประกันสุขภาพของกลุ่มผู้ติดตามด้วย
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.