สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (27 บทความ)

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย หลายคนก็เลี่ยงที่จะออกจากบ้านในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ จากที่เห็นในข่าว องค์กร ห้างร้านก็ประกาศหยุด หรือให้ทำงานที่บ้านกันแล้ว แต่บางคนจำเป็นต้องออกไปทำงานจริงๆ ด้วยเหตุของลักษณะที่ทำ หรือนโยบายของที่ทำงาน ในภาวะที่หน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือก็ขาดแคลนแบบนี้ สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือพยายามไม่สัมผัสใบหน้า ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเหลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนมาก แต่ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้เราก็คงอยู่ห่างๆกันไว้เพื่อเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมาที่ตัวเอง แต่ไอ้ที่อยู่ห่างๆเนี่ย มันต้องเท่าไหร่กัน แล้วที่บอกว่า 1 เมตรนี้มันกันได้จริงๆหรือ แอดเลยเอาข้อเท็จจริงมาฝาก จะได้เอาไปใช้กันถูกจ้า อย่างที่เรารู้กันว่าโรคโควิต 19 เป็นโรคทางระบบหายใจ ในลักษณะนี้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.การแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ ในที่นี้จะขอเรียกว่า Droplet (ดรอปเลท) และ 2.การแพร่กระจายโรคทางอากาศ เรียกว่า Air-borne (แอร์บอร์น) สองอย่างนี้ต่างกันที่ขนาดละออง โดยDropletจะมีขนาดละอองใหญ่กว่า 5 ไมครอน 1 ไมครอนคือ 1/25,000 ของหนึ่งนิ้ว เส้นผมของมนุษย์วัดขนาดได้ระหว่าง 30 และ 120 ไมครอน แสดงว่าละอองจะมีขนาดเท่ากับเส้นผมที่ถูกแบ่งออกเป็น 6-20 พอผู้ติดเชื้อหายใจออกมา ละอองเหล่านี้จะกระจายอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร โดยการป้องกันเชื้อโรคที่มากับละอองฝอยลักษณะนี้ สามารถป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่ใช้ในห้องผ่าตัด หรือจะเป็นหน้ากากผ้าที่ซักแล้วใช้ซ้ำได้ก็ได้ ส่วนการแพร่ทางอาหาศแบบ Air-borne ละอองจะมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนซึ่งเล็กกว่าแบบแรกมาก สามารถลอยเคว้งอยู่ในอากาศได้นานกว่า สำหรับระยะการกระจายเชื้อโรคของละอองชนิดนี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าการกระจายจะกินพื้นที่รัศมีไกลเท่าใด เชื้อโรคที่มากับการแพร่กระจายในลักษณะนี้ป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 เท่านั้น สำหรับการติดต่อของไวรัสโคโรน่าโชคดีที่การแพร่กระจายจัดอยู่ในลักษณะ Droplet ซึ่งป้องกันได้ง่ายกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าไวรัสชนิดนี้จะต้องใช้หน้ากากอนามัยN95 ถึงจะป้องกันได้ แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา (ที่ไม่ถูกสงสัยว่าเมีสารก่อมะเร็ง) หรือหน้ากากผ้าก็สามารถป้องกันได้แล้ว อย่างไรก็ตามการป้องกันด้วยหน้ากากอนามัย ยังไม่สำคัญเท่าการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรคในที่ต่างๆ ใบหน้า และอุปกรณ์ที่เป็นของสาธารณะเช่น ลูกปิดประตู ปุ่มลิตฟ์ ราวบันได รวมถึงการล้างมือบ่อยๆ เพราะหากไม่ระมัดระวังพฤติกรรมการสัมผัสนี้ทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดโรคมากกว่า ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เราไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ เราก็สามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นโดยการใช้นำยาซักผ้าขาว แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่พอหาได้ในบ้านผสมน้ำ เช็ดทำความสะอาดตามเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้เพื่อป้องกันไว้ก่อน น่าช่วยเราได้มากที่เดียว ติดตามความคืบหน้าโครงการ สาระความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และ วัณโรค ได้ที่ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ขอบคุณข้อมูลจาก https://med.mahidol.ac.th/…/Nosocomial%20infection%20%E0%B8… http://www.phraehospital.go.th/…/…/file/1008171844DHQ8A1.PDF http://www.boe.moph.go.th/…/meeti…/slide_IHR_2DEC_pdf/11.pdf https://themomentum.co/covid-19-route-of-transmission/ https://www2.blueair.com/…/…/faq/small-micron-does-it-matter https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870208

คนกลายเป็นผี หมดศักดิ์ศรีเมื่อมีโควิด

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยก็มีกฎหมายที่ไว้รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน หากผู้อ่านตามข่าวเรื่องไวรัสโคโรนามาโดยตลอด ก็จะรู้ว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยประกาศว่าที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ https://www.prachachat.net/general/news-426612 หาก โรค ใดที่ถูกประกาศว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม และประชาชนคนธรรมดา จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษ การประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษาที่ว่ามานี้ จะมีมาตรการคัดกรอง มีการกักตัว อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น ประเด็น กลุ่มคนไทยที่ลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้แบบไม่ถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีน้อย” จากการสังเกตความคิดเห็น และข่าวผ่านสังคมออนไลน์ แรงงานกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นตัวภาระ เห็นแก่ตัว เพราะตอนไปทำงานในเกาหลีใต้เข้าไปแบบผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากไทยถูกแพ่งเล็งจาก ตม.ของเกาหลีใต้ บางคนถึงกับเสียค่าตั๋วเรื่องบินฟรี ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยว ทำให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว สถานการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อประเทศเกาหลีใต้ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจภายในเกาหลีใต้หยุดชะงัก ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ขาดรายได้และจำเป็นต้องกลับประเทศhttps://www.springnews.co.th/social/625091 มีแรงงานบางส่วนออกมาขอให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือโดยมีข้อเรียกร้องที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดการ ตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างคนในประเทศ และแรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ https://www.springnews.co.th/social/625525 จากการสำรวจความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ในหลายรูปแบบของผู้เขียน พบว่า นอกจากจะมีการตอบโต้กันบนสังคมออนไลน์แล้ว มุมมองที่คนในประเทศมีต่อแรงงานไทยกลุ่มนี้ ก็ส่งผลในเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ตัวอย่างกรณี ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่พอทราบว่ามีคนที่กลับจากเกาหลีใต้ไปใช้บริการที่ร้าน ก็ถึงกับปิดร้านเพื่อทำความสะอาดเลยทีเดียว https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/869323 เมื่อข่าวของร้านอาหารแห่งนี้เผยแพร่เข้าสู่สังคมออนไลน์ ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เกิดเป็นกระแสให้ร้านอาหารต่างๆพากันปิดร้านทำความสะอาด จนถึงวันนี้ใครที่กลับมาจากเกาหลี ไม่เฉพาะที่เป็นแรงงานเท่านั้น จะถูกคนรอบข้างเตือนให้กักตัว 14 วัน ในส่วนที่เป็นแรงงานที่กลับมาจากเกาหลีใต้ ประชาชนในประเทศก็จับตามองการจัดการของรัฐเพื่อรับมือเป็นพิเศษ อีกการแสดงความเห็นเชิงตำหนิผ่านสังคมออนไลน์มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางตรงกันข้าม ไม่มีการนำเสนอข่าวการคัดกรองคนกลุ่มอื่น ค่อยมีประชาชนไม่ตั้งคำถามกับการคัดกรองคนบางกลุ่มที่เข้ามาในประเทศ ถึงแม้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่เสี่ยงโควิด 19 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มอื่นๆไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ในเมื่อมีมาตรการคัดกรองแล้ว เพื่อความปลอดภัยก็ต้องคังคับใช้มาตรการแบบเดียวกันทุกคน ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม การปฎิบัติต่อกลุ่มแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้เป็นพิเศษแบบนี้ หากวิเคราะห์ดีๆ อาจไม่ได้มีสาเหตุจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีต่อโรค และความกลัวที่จะติดเชื้อเพียงเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติที่มีความทำซ้อนกันระหว่างเหตุผลทางสุขภาพ ทัศนคติที่เกิดจากความกลัว ความไม่รู้ และมุมมองด้านลบที่มีต่อกลุ่มแรงงานไทยที่ลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง การตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่รุนแรง การกีดกัน กดทับ คนบางกลุ่ม หรืออาจร้ายแรงกว่านั้นคือส่งผลทำให้ไม่สามารถควบควมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ เนื่องจากเกิดการต่อต้าน หลบหนีออกจากสถานกักตัว เป็นต้น สำหรับผู้เขียนเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด และเห็นด้วยว่า การทำตามมาตราการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ควรถือปฏิบัติ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับคนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น ในทางกลับกันฝ่ายผู้ที่มีความเสี่ยงควรปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นเช่นกัน ที่สำคัญเราทั้งสองฝ่ายตั้งเหตุของการปฏิบัติตามมาตรการเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยมองข้ามบริบทการเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือทัศนที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และมองเป็นเรื่องของการรักษาชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน จะช่วยให้การควบควมการแพร่ระบาดทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม ในยุคเรากำลังทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรักษาชีวิต และสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นกว่าก่อน หากมองย้อนมาตั้งแต่เริ่มปี 2020 จนถึงเดือนที่ผ่านมา มามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวืตโดยที่ไม่มีการคาดการณ์มาก่อน เริ่มมาตั้งแต่ การก่อเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และภัยที่อุบัติใหม่อย่างการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) และ ภัยที่ใกล้ตัวอย่าง ฝุ่น PM 2.5 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ปีก่อน จนถึงข่าวการเลิกจ้างพนักงานในโรงงานใหญ่ ที่สร้างหวาดวิตกให้กลุ่มชนชั้นแรงงาน ในฐานประชาชนคนหนึ่งผู้อ่านหลายคนอาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน ว่าเรากำลังถูกคุกคามด้วยอันตรายรอบด้าน หลักประกันความปลอดภัยในชีวิตกำลังถูกทำลายทีละน้อย และความเชื่อมั่นของเรากำลังสั่นคลอน ความปลอดภัยที่ผู้เขียนพูดถึงไม่ใช่ความปลอดภัยจากอาชญากรรม แต่หมายความรวมถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ และหลักประกันความมั่นคงของชีวิต จากข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่มีต้นกำเนินในเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนเป็นข่าวแตกตื่นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่มาคู่กับข่าวเรื่องฝุ่น PM 2.5 ถึงทางเราจะมีการจัดการที่ดีในการกักกันควบคุมโรคได้ แต่เราก็หนีไม่พ้นกับฝุ่นควันที่เกิดจากการบริหารจัดการ และระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พอมาเล่าถึงตรงนี้ ก็เหมือนเราหนีเสือปะจระเข้ ถึงเราไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ก็ถูกรมควันอยู่ในประเทศอยู่ดี ประเด็นปัญหา ที่มาพร้อมกันแค่ถูกพูดถึงกันบ้างเป็นช่วงๆ คือ วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ส่งผลผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต ให้โรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเลวร้ายกว่านั้น ในปี 2019 มีรายงานว่าโรงงานแจ้งปิดกิจการ มากถึง 1,989 แห่ง สิ่งที่ตามมาก็คือ แรงงานจำนวนมาก กว่า 3.55 แสนคน ว่างงานขาดรายได้ สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งคนที่ตกงาน ส่วนคนที่ยังมีงานทำอยู่ ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าตัวเองจะพ้นวิกฤตไปได้ เพราะมีการคาดการกันว่า ในปี 2020จะมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนคน แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกร้อนๆหนาวๆได้อย่างไร ไม่ป่วยตายเพราะอากาศ แต่ก็มีสิทธิ์อดตายเพราะไม่มีรายได้มาเลี้ยงปากท้องได้เหมือนกัน อีกประเด็นที่คิดว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึง คือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในห้าง ตั้งแต่ที่ลพบุรี มาจนถึงที่จังหวัดนครราชสีมา และต่อกันด้วย เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ อีกสองครั้ง ถึงแม้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกันนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องแรงจูงใจ และยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เราจึงต้องกลับมาทบทวนกันว่า คนที่เรายอมให้ดูแลความปลอดภัย ได้ดูแลเราดีพอหรือยัง ตามปทิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชน มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีสิทธิ์ ที่จะมีชิวิตอยู่ ไม่อาจถูกทรมาน และพรากชีวิตไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าตามสัญชาตญาณมนุษย์ ล้วนมีกลไกป้องกันตัวเองจากเมื่อถูกคุกคาม แต่ในปัจจุบันที่มนุษย์ไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์กันแล้ว เราถูกแทนทีด้วยการทำงานเพื่อแลกเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หน้าที่การคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัย ก็ตกเป็นหน้าที่ของคนที่เรายอมให้เข้ามบริหารจัดการ ไม่ต้องคอยผลัดกันเฝ้าเวรยามเหมือนสมัยอยู่ในถ้ำ แต่หากเทียบกับตอนนี้แล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็อาจจะไม่ต่างกัน ถึงเราไม่ได้ถูกคุกคามโดยตรงจากผู้ก่อเหตุ แต่ก็คงจะเห็นแล้วว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราก็เหมือนถูกทรมาณจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ความกังวลเรื่องปากท้อง และประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมายที่กระทบต่อจิตใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี่อาจจะกำลังสะท้อนให้เราเห็นบางอย่างที่สังคมจะต้องเปลี่ยนแปลง จากทั้งหมดที่ผู้เขี่ยนเล่ามา อาจดูเหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจที่มาจากมุมหนึ่ง แต่หากมองความเชื่อมโยงของวิกฤตการเหล่านี้ จะพบว่ามีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเหมือนกันอยู่ปัจจัยหนึ่ง นั่นก็คือ การบริหารจัดการของภาครัฐ และกลุ่มผู้มีอำนาจ ถึงไม่อยากอ้างถึง ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากการตัดสินใจโดยขาดความรู้รอบด้าน รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมจะประชาชน เช่น การอนุญาตให้ก่อสร้างในหลายพื้นที่พร้อมๆกัน และการกระตุ้นอุสหกรรมน้ำตาลที่ตามมาด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยและการเผา ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ทัวประเทศ นโยบายและการบริหารด้านการเงิน การคลัง ลงผลต่อภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ และประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันในตอนนี้ การบริหารจัดการที่ไม่ถูกตรวจสอบภายในกองทัพ ปัญหานบางอย่างอาจไม่เกิดขึ้น หากการบริหารจัดการกระทำโดยมีการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์บางอย่างไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ แต่เพื่อไม่ให้เกดความเสียหายไปมากกว่านี้ เราควรนำสิ่งที่เกิดขึ้น มาใช้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกัน และเตรียมพร้อมตั้งรับหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวทางในการป้องกัน และแก่ไขปัญหาให้ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นอกจากการปฏิรูปกองทัพ และการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา รัฐควรมีการทบทวนความเข้มงวดการเข้าถึงอาวุธ ไม่เฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ และควรเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน หากมีการก่อเหตุขึ้นอีก ควรมีมาตรการพิเศษที่จัดตั้งเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ทางด้านจิตใจและร่างกาย รวมถึงควบคุมการนำเสนอข่าวที่เปิดเผยชื่อทั้งผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุ และข่าวที่อาจก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ สำหรับปัญหาสภาพอากาศ ควรมีการปฏิรูปอุสหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด และการเข้าไปแทรกแทรกกลไกราคาและรูปแบบการผลิตอยู่ในอุสาหกรรมน้ำตาล เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และควบคุมมลพิษจากการก่อสร้าง โดยการบังคับใช้มาตรการจำกัดเขดก่อสร้างอย่างเครงครัด รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ร่วมกับประชาชน เพื่อพิจารณาหากมีการก่อสร้างอาอารในพื้นที่และวางผังเมืองร่วมกัน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่จากการสังเกตผ่านการเป็นผู้บริโภคและข่าวสาร นโยบายเศรษฐกิจที่อิงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ การอพยพของผู้คนที่หลั่งไหลมาหาโอกาสที่ดีกว่า หากมองดูจากด้านบน จะเห็นว่า กลุ่มทุนใหญ่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกันนโยบายในรูปแบบนี้ทำให้ฐานรากคือประชาชนอ่อนแอ เพราะอำนาจการเงินไปอยู่กับกลุ่มทุนซึ่งอยู่ด้านบน และเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อน และมีโอกาสเสียหายอย่างมากเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก หากเปลี่ยนนโยบายที่อิงฐานศักยภาพของคนในท้องถิ่นมากขึ้น จะช่วยกระจายความเสี่ยง ความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤต และพื้นตัวได้เร็ว จากทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั่วอำนาจของฝ่ายใด ผู้เขียนแค่อยากจะเสนอสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงในฐานะประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสังคมที่เราอยู่ร่วมกันกำลังเจ็บป่วย เป็นสังคมที่ประชาชนต้องปกป้องตัวเองจากปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากการบริหารจัดการของผู้มีอำนาจ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่รัฐควบคุมได้ อย่างนโยบาย หรือการบริหารจัดการ ความสูญเสียในครั้งนี้คงไม่ใช้ครั้งสุดท้าย แต่จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน https://news.thaipbs.or.th/content/287396 https://www.prachachat.net/property/news-417441 http://www.thaismescenter.com/เปิดสถิติวิกฤตเลิกจ้าง-ปิดกิจการ-ปี-62-หนัก/ https://www.khaosod.co.th/economics/news_3252069 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861912 https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3582653 https://www.khaosod.co.th/politics/news_2833399 https://tdri.or.th/2014/11/naewna-2014-11-12/ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648195 https://program.thaipbs.or.th/TobJote/episodes/67407 https://www.springnews.co.th/thailand/617107 https://www.youtube.com/watch?v=RP9xZm0LHr0

เรื่องเล่าจากพื้นที่

เรื่องเล่าจากพื้นที่วันนี้ผู้เสียหายที่เราลงพื้นที่ไปให้ความรู้ในวันนี้ เป็นพี่น้องแรงงานชาวพม่ากว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวอย่างกระทันหัน ของโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี เมื่อปลายปี 2562 เนื่องด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาการจัดการภายใน ทำให้พวกกลายเป็นผู้เขาตกงานอย่างกระทันหัน และด้วยเงื่อนไขการทำงานหลายอย่างททำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือ เรื่องราวจึงมาถึงทีมคุ้มครองสิทธิ์ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมคุ้มครองสิทธิ์ได้รับเรื่อง ก็ประสานกับทางสถานฑูตพม่า เอเจนซี่จัดหางานทั้งไทยและพม่า สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรวมสำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้เสียหาย เข้าพบ เพื่อเจรจาเรื่องค่าชดเชย กับที่ปรึกษาบริษัทเจ้าของโรงงาน แต่ผลการเจรจาไม่เป็นผล ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ถึงแม้จะมีคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯ จะออกคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่ปัญหาคือ จนถึงวันนี้ ลูกจ้างจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เคสที่เราได้เข้าไปช่วยเหลือ ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย และไม่มีทีว่าจะมีความรับผิดชอบ จากโรงงานแต่อย่างใด จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ทำคลีนิคกฎหมายของเราในวันนี้การลงพื้นที่ในครั้งนี้ลงมาครบทีม นำโดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชาวพม่าของเรา ที่เป็นทั้งผู้รับเรื่อง และในวันนี้ก็ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลัก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ”กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อช่วยเหลือแรงงานกรณี เมื่อ1.กรณีที่ถูกเลิกจ้าง แล้วไม่ได้ค่าชดเชยจากนายจ้าง2.ไม่รับเงินค่าจ้างหรือ เงินอื่นๆนอกเหนือจากเงินค่าชดเชยจ้างนายจ้างสรุปง่ายๆก็คือ ถ้านายจ้าง ไม่จ่ายเงินเรา และไม่ดำเนินการใดๆ เราก็สามารถมารับเงินค่าชดเชยโดยแรงงานจะสามารถยื่นขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้เมื่อ นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯหลังจากได้รับคำสั่งไปแล้ว 30 วัน (ในกรณีนี้ พึ่งครบกำหนด ในวันที่ 14 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา) ซึ่งแรงงานจะต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องเองทั้งนี้แรงงานจะได้เงินจากกองทุนฯ แต่อาจได้ได้ไม่เท่าจำนวนที่นายจ้างต้องจายจ่ายซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างข้อสังเกตสำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้คือ เมื่อโรงงานปิด ลูกจ้างจำนวนมากมีทั้งชาวและแรงงานข้ามชาติ แต่แรงงานข้ามชาติจะมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง เช่นระยะเวลา แรงงานเมื่อถูกเลิกจ้างจะต้องหางานใหม่ให้ได้ภายใน30 วัน การเลิกจ้างกระทันหันทำให้แรงงานบางส่วนต้องกลับไปยังประเทศเนื่องจากหางานไม่ได้ ข้อจำกัดด้านภาษา อาจเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับแรงงานเพราะในขั้นตอนยื่นคำร้องส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย และยังไม่รับการอำนวยความสะดวกเพียงพอ ทำให้การเข้าถึงบริการทำได้ยากสิ่งสำคัญคือ แรงงานข้ามชาติ ควรได้รับความรู้เรื่องสิทธิ์ก่อนเข้ามาทำงานจากเอเจนซี่ ก่อนจะที่รับแรงงานเข้าทำงานในประเทศเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์จ้างนายจ้างเหนือสิ่งอื่นใด ยังทีแรงงานอีกมากที่ยังไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง ทำให้ตกอยู่ภาวะเปราะบาง ทำให้ถูกละเมิดสิทธิ์ได้ง่าย และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานควรให้ความสำคัญเรื่องของความรู้เรื่องสิทธิ์และให้ความสําคัญกับการอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น เช่น เพิ่มล่ามในพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติมากขึ้น เพิ่มเอกสารในขั้นตอนการร้องให้เป็นภาษาอื่นมากขึ้น หรือ การปรับนโยบายเกี่ยวแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมการทำงานมากขึ้น รวมถึงการมีระบบคุ้มครองแรงงานที่รัดกุมกว่าในปัจจุบันพี่น้องแรงงานเคสของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เดี๋ยวแอดจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะจ๊ะ

ครบหมื่น...ก็ยังไม่พอ

ครบหมื่นก็ยังไม่พอนะจ๊ะ ยังมีขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อจากรัฐสภารอเราอยู่ รายชื่อที่มีในตอนนี้อาจจะไม่พอก็ได้ อย่าพึ่งหยุดรวบรวมกันนะ ต่อจากการรวบรวมรายชื่อ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่เชื่อ ลองดูบันไดงูข้างล่างดูสิ! อย่าพึ่งไปไหนนะ จับมือกันไว้! เรายังต้องลงร่วมแรงผลักดันจนกว่า สังคมไทยของเราจะปลอดจากการเลือกปฏิบัติ ติดตามความคืบหน้าโครงการ และกิจกรรมขจัดการเลือกปฏิบัติได้ที่ แฟนเพจ ไม่เอาการเลือกปฏิบัติ และ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในกลุ่มแฟนๆนางงาม หรืออาจจะไปถึงแวดวงนักวิชาการ จากการประกวดนางงามจักรวาลประจำปี2019 (Miss Universe 2019) ที่พึ่งจบลงไปสดๆร้อนๆ คงจะไม่พูดถึงคำถามที่ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย ได้รับในรอบตอบคำถามของการประกวด ที่ถามว่า “หลายประเทศรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยซึ่งอาจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว?” หลังจากที่ตัวแทนสาวงามประเทศไทยตอบเสร็จ ก็มีหลายคนออกมาให้ความเห็นต่อคำตอบของเธอ ฝั่งหนึ่งเห็นว่า คำถามนี้ยากกว่าของประเทศอื่น บ้างว่าตัวแทนผู้เข้าประกวดของไทยตอบคำถามไม่คมพอ ติดนิสัยขี้เกรงใจ ไม่เลือกข้างแบบคนไทย ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผู้เขียนอยากคุยกับคุณผู้อ่าน คือ เรื่องราวในคำถามนั้นต่างหาก Privacy หรือที่แปลว่า” ความเป็นส่วนตัว” ในทางวิชาการหมายความว่าสิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง (to be let alone) โดยปลอดจากการแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัวทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อน รำคาญใจ หรือนำภาพหรือชื่อไปใช้ประโยชน์ในทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ตามปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว ก็ถูกบัญญัติไว้ใน ข้อ 12ข้อ 12 บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียน คือ เราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่พื้นที่หนึ่ง อาจไม่ใช่ในเชิงกายภาพ แบบที่ดินหรือห้องพัก จะเป็นบัญชีสังคมออนไลน์ ข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านบัญชีก็ได้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เราเข้าถึงได้คนเดียว และทำอะไรก็ได้บนพื้นที่นั้น โดยที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแอบดูแอบฟัง เอาของของเราไปใช้ โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้เด็ดขาด ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2560 เองก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ในส่วนที่ 3 มาตรา 32 ดังนี้ มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อกล่าวว่า ความเป็นส่วนตัว คือ “สิทธิ” ดังนั้น ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวนี้ ไม่ว่าจากใครหรือองค์กรไหนก็ตาม แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ตามที่ระบุไว้ตาม รธน.60 ม.32 วรรค 2 ความปลอดภัย จากอะไรหรือ? คำว่าปลอดภัย สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นคำที่ให้พลังบวก สร้างความมั่นใจให้คนที่ได้ยิน แต่ทำไมคำว่า ความปลอดภัยในคำถามนี้ ถึงถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของรัฐบาลในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางตรง หรือการแก้กติกาบ้านเมือง เพื่อให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศได้ หลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมาหลายฉบับ มีทั้งที่เป็นข่าวโด่งดัง และออกมาเงียบๆจนรู้ตัวอีกที ประชาชนก็โดนจับเสียแล้ว ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาให้อ่านกัน เริ่มจาก มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการ ตรวจสอบ หรือทำอะไรก็ได้กับประชาชน เช่น พาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วันโดย ให้เหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยภายในต่อกันด้วย พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เหตุผลการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ประเทศของเรามีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในด้านต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อความใดที่มีความเห็นต่างจากแนวคิดของ คสช. แล้วคนสนใจจะถูกลบออกจากสังคมออนไลน์ทันที เพื่อไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง แต่กลับไม่จัดการข่าวปลอมที่ปล่อยออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ก่อนจะไปกันต่ออยากให้ผู้อ่านจงเติมคำตอบในช่องว่าง .................. คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความสงสัยเกิดขึ้นทันทีในหัว อะไรที่รัฐถือว่า “เป็นภัย” สำหรับประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศกันแน่? หากเหตุผลการใช้งานการใช้งานกฎหมาย นโยบาย และมาตรการเหล่านั้น เป็นการป้องกันการก่อการร้าย ปกป้องประชาชนจากการถูกคนอื่นนำข้อมูลสำคัญไปแสวงหาประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างมันก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชน การใช้งานในความเป็นจริงเป็นอย่างไรกัน กลายเป็นว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเรา จะต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ถามว่ารัฐพยายามสร้างความปลอดภัยแบบไหน จำเป็นหรือไม่ความปลอดภัยจะต้องแลกมาด้วยการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ประชาธิปไตยแบบไทยแลนด์โอนลี่ มาถึงตรงนี้ เรียนตามตรง ถ้าสมมุติว่าตัวผู้เขียนเป็นผู้เข้าประกวด เจอคำถามนี้เข้าไปก็คงสะอึกแน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าประเทศของเราจะประกาศตัวว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ระบอบที่ให้สิทธิ์เสียงทุกคนอย่างเท่าเทียม ที่ตามหลักการแล้ว เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิ์บริหารประเทศ แต่ก็ไม่ลืมให้พื้นที่เสียงส่วนน้อยออกมาอภิปรายแบบมีน้ำใจนักกีฬา และที่สำคัญ ประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในระบอบนี้หันกลับมามองที่ประเทศของเรา ประชาชนกลับไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ อย่างที่เราเห็นจากข่าวสารบ้านเมือง คนที่คิดต่าง ถูกขัดแข้งขัดขาด้วยสาระพัดวิธี คนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม อยู่ดีๆก็หายตัวไป เกมการเมืองที่ล้มกระดานโหวตเมื่อเห็นท่าว่าฝ่ายตัวเองจะแพ้ ประเทศที่ปกครองแบบที่เสียงส่วนใหญ่จ้องกำจัดเสียงส่วนน้อยไปให้พ้นทาง เสียงประชาชนมีค่าแค่เงินไม่กี่บาท แล้วยังยืนยันว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยคงมีที่นี่ที่เดียว ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนของประเทศนี้ ลึกๆในใจยอมรับ ว่าตัวเองกลัวอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่สนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกลัวที่ถูกปฏิเสธจากสังคม หากเราคิดต่าง การตอบคำถามที่ต้องการให้เลือกข้างแบบนี้ ก็คงออกมาในลักษณะกลางๆ แบบที่ตัวแทนผู้เข้าประกวดตอบ จะว่าง่ายๆก็คือ ปกป้องตัวเองไว้ก่อน ถึงไม่เห็นด้วยก็ต้องซ่อนให้มิด เพราะไม่อะไรรับประกันได้ว่า เราจะปลอดภัยเมื่อเลือกข้างไปแล้ว แล้วคุณผู้อ่านจะเลือกตอบคำถามนี้อย่างไร ลองจินตนาการตัวเองในชุดราตรียาว กำลังจะตอบคำถามนี้ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกดูสิ การให้เลือกระหว่าง ความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย ตามความเห็นของผู้เขียน เจตนาของผู้คิดคำถามไม่ได้จงใจทำให้ผู้เข้าประกวดคนใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่ทำการแทรกแซงข้อมูลประชาชนอย่างลับๆ แต่จะด้วยเหตุผลอะไร ก็คงต้องไปศึกษารายละเอียดกันอีกที ส่วนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์คำถามของผู้เข้าประกวด ผ่านบริบทสถานการณ์บ้านเมืองของเราเท่านั้นเองถึงตัวแทนประเทศไทยจะไม่ได้สวมมงกุฎนางงามจักรวาลในปีนี้ แต่ถ้าคำถามของเธอในการประกวดได้จุดประเด็นให้คนกลุ่มต่างๆในสังคม หันมาใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนประเทศไทยขึ้นมาบ้าง คุณผู้อ่านว่า มันก็น่าดีใจพอๆกับเราได้ครองมงกุฎ จริงไหม ฃอบคุณภาพจาก FB : Miss Universe Thailand 2019 อ้างอิง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน),รู้ให้ชัด พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 www.tot.co.th/blogs/ดิจิทัลทิปส์/now-trending/ดิจิทัลทิปส์/2019/07/01/รู้ให้ชัด-กับ-พ.ร.บ.-การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์-พ.ศ.-2562 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw),คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ทหารยังมีอำนาจพาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วัน www.ilaw.or.th/node/5294 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย,ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน www.amnesty.or.th/our-work/hre/udhr/ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี2560 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF กุลพล พลวัน,สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว กับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย http://www.stat.ago.go.th/บทความลงเว็บ/บทที่%2016.htm PPTV Online ,เปิดคำตอบ "ฟ้าใส ปวีณสุดา" จากคำถามบนเวที Miss Universe 2019https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/115586

การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไรก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่าความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติดความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่นสื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา ขอบคุณภาพข่าวจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130 https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764 https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839 https://news.mthai.com/general-news/597140.htmlเหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแลในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่ 1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว 2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา 3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่” ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิมทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293 พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับแต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ

ร่วมเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน)

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน) กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในคนทุกกลุ่มในสังคม ตามกฎหมายนี้จะมีการจัดตั้งกลไกที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จากบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร โดยจะมีการจัดคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานทั้งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บริษัทต้องการ เพราะ ทราบข้อมูลว่าเป็นผู้ติดเชื้อ จากการบังคับตรวจเลือด จากกรณีนี้ ผู้เสียหายสามารถมายื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองต่อไป นอกจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีกฎหมาฉบับนี้จะคุ้มครองคนกลุ่มอื่นๆด้วย อย่างเช่น คนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลานทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม เช่นเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ ที่ไม่เกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถของบุคคล ซึ่งการเสนอกฎหมายแต่ละฉบับจะต้องรวบรวมรายชื่อ ให้ได้ทั้งหมด 10,000 รายชื่อ ถึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาได้ เราเริ่มรวบรวมรายชื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 62 จนถึงตอนนี้ยังขาดรายชื่อสนับสนุนอีกมาก ส่วนใครยังไม่รู้ว่ากฎหมายที่เรากำลังผลักดันกันอยู่เป็นยังไง แอดรวมลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องมาไว้ให้แล้วด้านล่างจ้า รวมลิ้งค์เข้าชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ ขจัดการเลือกปฎิบัติต่อบุคคล พ.ศ....(ภาคประชาชน) เอกสารอ่านเพิ่มเติม สาระสำคัญของกฎหมายคลิ๊ก เอกสารอ่านประกอบเพื่อทำความเข้าใจคลิ๊กลิ้งค์ขั้นตอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก ลิ้งค์ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม เข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก เมื่อกรอกรายละเอียดเสร็จแล้ว ให้แบบฟอร์มและสำเนาบัตรส่งมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม 10510 ***ไม่ต้องลงวันที่ในเอกสาร*********
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.