สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (28 บทความ)

เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจ EP.02 : เพราะขาดเอกสารจึงนำมาซึ่งความสูญเสีย

เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจมูลนิธิฯ ออกจะเศร้าหน่อย แต่แอดคิดว่าเรื่องราวของผู้ติดเชื้อท่านนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับคนทำงานด้านสิทธิ ซึ่งแอดคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหลายท่านด้วยเช่นกัน จึงนำมาเล่าให้นำไปเป็นแนวทางการจัดการเผื่อเจอปัญหากรณีคล้ายๆกันนี้ เริ่มต้นจากแอดได้รับข้อความจากลูกเพจ ซึ่งเป็นญาติของผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับปัญหาสิทธิสุขภาพ พอเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯเข้ามารับเรื่องและได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ก็พบว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้(ต่อไปขอเรียกว่าคุณเอ)ไม่สามารถใช้สิทธิเข้ารับบริการสุขภาพได้ เนื่องจากถูกจำหน่ายชื่ออกจากทะเบียนราษฎร์ ก่อนอื่นต้องขอท้าวความเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจำหน่ายชื่อออก คุณเอเป็นผู้ถือบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0 คือเลขบัตรของคนที่ได้รับการรับรองเป็นบุคคลแล้วแต่ไม่มีสัญชาติ ปกติแล้วหากได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคล ถึงแม้จะยังไม่ได้สัญชาติไทยก็สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลได้ผ่านกองทุนคืนสิทธิ โดยสิทธิประโยชน์ก็จะได้เทียบเท่ากับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ในกรณีคุณเอ ถูกจำหน่ายชื่อออกเมื่อปี 2552 โดยเจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 ข้อ 110 บุคคลซึ่งมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ แต่เจ้าตัวพึ่งทราบว่าชื่อตนถูกจำหน่ายออกเมื่อปี 2559 จึงการดำเนินการยื่นคำร้องคืนสถานะเดิม แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่รับดำเนินการเนื่องจากเอกสารที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ สามารถใช้สิทธิและทำงานต่อได้ คุณเอจึงไม่ได้ดำเนินการอะไร ต่อมาในปี 2560 คุณเอไปดำเนินการต่ออายุบัตร แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ อ้างว่าชื่อถูกจำหน่ายออกไปแล้ว ซึ่งกระบวนการคัดชื่อออกนี้เจ้าของชื่อไม่ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้มาโต้แย้งสิทธิ และไม่มีการออกมาชี้แจงเหตุผลเป็นรายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุลงสิทธิการรักษาพยาบาลจึงถูกระงับ มากไปกว่านั้นคุณเอไม่สามารถทำงานได้เนื่องจาก ไม่สามารถออกเอกสารเพื่อรับรองสถานะบุคคลไปยืนยันต่อนายจ้าง แต่เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ เมื่อบัตรหมดอายุ คุณเอจึงก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา และบริการสุขภาพเองทั้งหมดเอง ถ้าว่ากันจริงๆแล้วหากไม่มีกองทุนเพื่อจ่ายค่ายาค่ารักษา ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือว่าสูงมาก ยิ่งด้วยตอนนี้คุณเอก็ไม่ได้มีรายได้เหมือนแต่ก่อน การเข้าถึงยาที่ดี การรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นไปได้ยาก สถานการณ์จึงค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 63 ที่ญาติของคุณเอติดต่อเข้ามาทางแฟนเพจ เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์รับเรื่องและสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว จึงได้ประสานกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ใกล้เคียงให้นำยาต้านไวรัสไปให้เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น และได้ประสานกับสถาบันให้คำปรึกษาและฝึกอบรมการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล (สปผส.) คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้ผลัดถิ่น และสภาทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องสิทธิและสถานะบุคคล แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่มูลนิธิดำเนินการช่วยเหลือไปประมาณ 1 สัปดาห์ คุณเอได้จากเราไปก่อน โดยญาติแจ้งว่า ได้รับยาต้านเอชไอวีจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว แต่คุณเอมีอาการป่วยเรื้อรังมาก่อนหน้านี้มานานจึงเสียชีวิตไปก่อนโดยยังไม่ทันได้ทานยา จากคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯ เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณเอเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก การสูญเสียชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเพราะปัญหาเรื่องเอกสาร เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเลยสำหรับคนที่ดำเนินการช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะน่าเศร้าใจ แต่เรื่องของคุณเอก็ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพ สิทธิสุขภาพที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ แต่สำหรับคนที่เขายากลำบากนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องของชีวิตความเป็นความตายเลยทีเดียว หากรัฐไม่รับรองสิทธิของเขาในฐานะบุคคล ก็แทบไม่มีทางเลยที่คนกลุ่มนี้จะได้รับบริการสุขภาพ การที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของบุคคลเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ หรือดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่น การประสานกับโรงพยาบาลที่เจ้าของสิทธิ์สังกัดอยู่ให้ดำเนินการจ่ายยาที่ต้องทานต่อเนื่องไปก่อน โดยอาจจะมีการหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาล เป็นต้น สถานการณ์ปัญหาเรื่องเอกสารประจำตัวบุคคลยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีไม่กี่องค์กรทีเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้คนมากมายถูกปล่อยลอยแพ ไม่สามารถใช้สิทธิที่เข้าสมควรจะได้และนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างกรณีนี้ หรืออาจจะสรุปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่จริงแล้วไม่ใช่พฤติกรรมสุขภาพที่ทำให้ป่วย หรือโรคที่อยู่ในตัวผู้ติดเชื้อ แต่อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมอย่าง กฎหมาย นโยบาย และระบบการบริหารงานของราชการมากกว่า ที่กีดกันไม่ให้เขาเข้าถึงบริการและเกิดความสูญเสียในที่สุด สุดท้ายในนามมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ขอแสดงความเสียใจและขอขอบคุณ คุณเอ และครอบครัวที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/E/180/1.PDF

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้เผลอแป๊บเดียวปี 2563 ก็มาถึงช่วงท้ายแล้ว เวลาของปีนี้ผ่านไปเร็วมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเราทราบกันดีว่า ทั่วโลกเดือดร้อนเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือที่เรียกกันว่า โควิด-19 ทำให้โครงการต่างๆที่คิดจะทำในปีนี้ต้องพับไปโดยปริยาย มารู้สึกตัวอีกทีก็ย่างเข้าเดือนตุลาคม แต่ว่าใพนช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นบ้างแอดเลยนำมาเล่าให้ฟัง เรื่องครั้งนี้เป็นเรื่องของลูกเพจท่านหนึ่ง ทักเข้ามาทางแฟนเพจ เพื่อปรึกษาเรื่องหน่วยงานที่ให้บริการตรวจเลือด และบริการสุขภาพเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ ลูกเพจท่านนี้ทำงานเป็นพนักงานบริการอยู่ที่ฮ่องกง เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง ลูกเพจท่านนี้จึงดูแลเรื่องสุขภาวะทางเพศเป็นอย่างดี แต่ในช่วง9เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ตรวจเลือด และสังเกตว่าตนป่วยบ่อย เจ้าตัวเกิดความสงสัยจึงใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองตรวจเลือด ปรากฎว่าผลที่ออกมาเป็นบวก แต่เบื้องต้นแอดก็แนะนำว่าให้ไปตรวจเลือดที่หน่วยบริการสุขภาพเพื่อยืนยันอีกที เพราะการตรวจเอชไอวีด้วยชุดตรวจเป็นแค่การคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากอยู่ในประเทศไทย คนไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลักสามารถเข้าถึงบริการตรวจเลือดได้ง่ายๆ เพราะมีองค์กรที่จัดบริการทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนครอบคุมในหลายกลุ่มเป้าหมาย และการเข้ารับบริการแทบจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้ามีลูกเพจทักเข้ามาในเพจปกติแอดก็สามารถแนะนำบริการที่เหมาะสมตามความสะดวกของลูกเพจ แต่เหตุที่ทำให้เรื่องของลูกเพจท่านนี้น่าสนใจคือ ประการแรกเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยซึ่งแอดเองก็ไม่ทราบว่าแหล่งหน่วยบรากรสุขภาพด้านเอชไอวีมีที่ไหนอย่างไรบ้าง ต่อมาคือการระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาไม่มาสามารถกับประเทศได้ในทันที ทางลูกเพจท่านนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีไปหาแหล่งบริการที่อยู่ในพื้นที่อยู่เหมือนกัน จากคำบอกเล่าของลูกเพจ ที่ฮ่องก็มีบริการตรวจเลือดฟรีเช่นกัน แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาเอชไอวีที่นั่นตกราว 6 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาหาได้ในฮ่องกงคงจะไม่ไหว ส่วนทีมทำงานด้านคุ้มครองสิทธิของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มีความพยาพยามที่ประสานหน่วยงานและญาติให้ส่งยาต้านจากไทยไปยังฮ่องกง แต่ก็ติดปัญหาเพราะไม่มีเครื่องบินบินข้ามประเทศในช่วงโควิค-19 อีกทั้งติดเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ การส่งยาข้ามประเทศ และเรื่องภาษี ทำให้การส่งยาจากไทยเป็นไปได้ยาก ทางเลือกถัดมาจึงเป็นการหาแหล่งทรัพยากรในพื้นที่ที่ใกล้ตัวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งมูลนิธิฯก็ทำได้แค่สอบถามลูกเพจท่านนี้เป็นระยะ เพราะด้วยสถานการณ์ ผลปรากฎว่าหลังจากนะเนอีกไม่นาน ลูกเพจท่านนี้ก็สามารถหน่วยงานที่ให้บริการและในปัจจุบันลูกเพจท่านนี้ก็ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวของลูกเพจท่านนี้คือ ตัวลูกเพจเองผ่านการอบรมและรับข้อมูลเรื่องเอชไอวีมามากพอสมควร ซึ่งนั่นทำให้เขารู้จักดูแลตัวเอง ไม่กระวนกระวายเมื่อเกิดผลเลือดออกมาเป็นบวก หาแหล่งทรัพยากรที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเห็นได้ว่าการมีข้อมูลความรู้สามารถช่วยให้เราคลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง แต่มากไปกว่านั้นคือทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องตาย ทำให้ลูกเพจท่านนี้จึงควบคุมสติและหาทางแก้ปัญหาได้ดี เรื่องราวของลูกเพจท่านนี้เป็นตัวอย่างของการจัดการปัญหาที่ดี เพราะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ทำให้เห็นว่าการทำงานด้านความรู้และความเข้าใจด้านเอชไอวีและเอดส์ มีความสำคัญและจะดีกว่านี้ ถ้าช่วยกันนำเรื่องราวเหล่านี้แชร์ไปให้เพื่อนๆได้เรียนรู้ร่วมกันด้วยนะจ๊ะ

ว่าด้วยเงินสงเคราะผู้ป่วยเอดส์ : ไขข้อข้องใจทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้?

ช่วงนี้ที่ผ่านลูกเพจเข้ามาถามในแชทบ่อยๆเรื่อง เงินสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่คำถามที่แอดได้รับจากลูกเพจก็จะเป็นประเด็นที่ว่า ทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ในพื้นที่จึงยกเลิกการจ่ายเงิน วันนี้แอดมาไขข้อข้องใจให้ลูกเพจทุกคนกันจ้า ว่าด้วยเรื่องเงินสงเคราะห์ เราต้องท้าวความถึง “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรการปกครอง่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548” ได้ระบุให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งในรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติของผู้รับเงินสงเคราะห์ คนที่เข้าข่ายงสามกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในภาวะยากลำบาก คือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ขาดผู้อุปการะ สำหรับกรณีผู้ป่วยเอดส์จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ด้วย ในตอนนั้น (ปี 2548) เทคโนโลยีด้านการรักษา ยาต้านเอชไอวียังไม่ได้พัฒนาเท่าในปัจจุบัน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีป่วยเป็นเอดส์มากกว่าในปัจจุบีน และความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ในขณะนั้นได้รับเงินสงเคราะห์ แต่กาลเวลาผ่านมาจนปัจจุบัน เทคโนโลยียาต้านพัฒนาจนสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวและแข็งแรงแบบคนที่ไม่มีเชื้อ และองค์ความรู้ด้านเอชไอวี/เอดส์ก้าวหน้าไปมากขึ้น มีการนิยามใหม่ทำให้ผู้ติดเชื้อแยกจากผู้ป่วยเอดส์ เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้ามาตรวจสอบหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ ก็พบว่ามีการจ่ายเงินให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเอดส์ที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ สตง.วินิจฉัยว่าหน่วยงานนั้นจ่ายผิดประเภท ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิด ส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบยกลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้เฉพาะคนที่เป็นผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่าป่วยเป็นเอดส์เท่านั้น เพราะกลัวว่าจะโดน สตง.เอาผิด ดังนั้น ผู้ติดเชื้อที่เคยได้เงินสงเคราะห์จึงไม่สามารถใช้เงินส่วนนี้ได้อีกต่อไป ครั้นจะไปขอใบรับรองแพทย์ให้หมอระบุว่าเป็นเอดส์ก็ไม่ได้ เพราะตนเองรับยาต้านไม่ได้ป่วยเป็นเอดส์ เมื่อมีการยกเลิกการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินส่วนนี้ เกิดประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ติเชื่อเอชไอวีกันอย่างกว้างขวาง ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งมองว่า เมื่อเรายืนยันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนคนอื่น ๆ ทำงานได้ ก็เท่ากับว่าเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองไม่จำเป็นต้องรับเงินสงเคราะห์ แต่อีกฝั่งก็มองว่า การรับเงินสงเคราะห์ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางส่วนได้รับผลกระทบเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น ถูกกีดกันจากการรับเข้าทำงาน ถูกทอดทิ้งเพราะถูกรังเกียจ ไม่มีผู้ดูแลอุปการะ ทำให้ไม่มีรายได้มาใช้ยังชีพ จากการให้ข้อมูลจากคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยให้ครอบคลุมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องมีการประเมินว่าผู้ติดเชื้อที่ขอรับเงินสงเคราะห์อยู่ในภาวะยากลำบากหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อย่างไรก็ตามตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินสงเคราะห์ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ติดเชื้อได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการแก้ไขระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแอดจะมาบอกทันทีหากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มอ้างอิง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00172706.PDF

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภากาชาดไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเลือดในคลัง โดยในเดือนตุลาคม ปี 62 มีการเปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคเลือดในไทย พบว่า สภากาชาดไทย สามารถรับบริจาคเลือดได้วันละรับโลหิตบริจาคเฉลี่ย 1,500-1,700 ยูนิตต่อวัน ซึ่งเป้าหมายจริงๆแล้ว จะต้องรับบริจาคให้ได้ 2000-2500 ยูนิตต่อวัน ทำให้สามารถแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 60 จากปริมาณที่ต้องการ ส่งผลให้คนไข้บางรายต้องเลื่อนการผ่าตัดไปก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยน ส่งผลให้จำนวนผู้ขอบริจาคเลือดมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับความต้องการใช้เลือดมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไม่ออกจาคบ้านมาบริจากเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดสะสมในคลังอยู่ในขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน เป้าหมายการรับบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 2,200 ยูนิต หรือประมาณ 65,000 ต่อเดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 63) แต่มีผู้มาบริจาคแล้ว รวมกันทุกหมู่เลือดไม่ถึง 5,200 ยูนิต เมื่อคำนวณแล้วเท่ากับว่า ตอนนี้เราสภากาชาดสามารถรับบริจาคเลือดได้เฉลี่ยวันละ 1,700 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการบริจาคเลือดยังไม่ถึงเป้าหมาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลต่อการรักษาคนไข้ที่ต้องการใช้เลือด มากกว่าการเลื่อนการผ่าตัดหรือการเลื่อนการรักษาอย่างแน่นอน อย่างที่เราทราบกันดีว่า การบริจาคเลือดมีการกำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคไว้หลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การให้ข้อมูลของสภากาชาดไทยกับสำนักข่าว the standard พบว่า จากการรับบริจาคเลือดทั้งหมดจะได้เลือดที่สามารถนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 88 เป็นเพราะว่าในการรับบริจาคเลือดแต่ละครั้งจะมีการคัดกรอง 2 ระดับ คือ 1.คัดกรองจากการตรวจสุขภาพผู้ขอบริจาค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะได้รับหายไปร้อยละ 10 และ 2. การตรวจหาเชื้อในเลือดที่รับบริจาคมาแล้ว ในขั้นตอนนี้เลือดที่มีเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส เอชไอวี จะถูกคัดออกประมาณร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด หากนำส่วนที่คัดกรองออกมาคำนวณเป็นปริมาณเลือดจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในจำนวนร้อยละ 10 ที่หายไปจากการตรวจสุขภาพและความสมบูรณ์ของเลือด มีผู้ขอบริจาคที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถบริจาคได้อยู่หลายราย เพราะหลักกฎเกณฑ์ที่สภากาชาดจะรับบริจาคเลือดคือ จะต้องไม่ใช่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อีกทั้งในการคัดกรอง หากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับบริจาคทราบว่าผู้ขอบริจาคเป็นเพศอื่นนอกเหนือจากชายหรือหญิง ก็จะคัดออกทันทีเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกัน ต่างเพศ หรือทั้งสองเพศ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนก็มีความเสี่ยงเท่าๆกันทั้งหมด หากการคัดกรองมีขึ้นเพื่อหาเม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์ แจกจ่ายให้คนไข้ได้ การคัดกรองโดยใช้รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศเป็นเกณฑ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าเป็นการลดโอกาสที่เราจะได้เลือดที่มีคุณภาพเพิ่มหรือ กฎเกณฑ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้ได้เลือดมาช่วยเหลือคนไข้เพิ่มแล้ว การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวยังเป็นตีตรากลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อ สกปรก ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ผ่านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตอกย้ำว่าสภากาชาดยังเป็นหน่วยงานที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่เลือดในคลังกำลังขาดแคลน และมีแนวโน้มจะลดสงเรื่อยๆก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียเพราะปัญหาการขาดแคลนเลือดมาดูแลคนไข้ ถึงเวลาหรือยังที่สภากาชาดไทยจะยอมเปิดใจ ขยายช่องรับบริจาคเลือดที่แข็งแรงจากกลุ่มคนเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874578 https://blooddonationthai.com/ https://blooddonationthai.com/?page_id=745 https://thestandard.co/blood-donation-thai-red-cross-society/ https://www.facebook.com/showyourspectrum/posts/582250165799991/

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย ข่าวกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องคดีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต นอกจากจะเป็นคดีที่ใช้เวลาพิจารณานานถึงแปดปีแล้ว ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษใดๆ ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ประกอบกับสถานการณืทางการเมือง ทำให้คดีดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก การยกเว้นการดำเนินคดีกับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีทายาทตระกูลดัง เศรษฐีมากมายหลายคนไม่ได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด อย่างคดีรถเก๋งชนรถตู้บนทางด่วน มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จน ณ ปัจจุบันก็ยังมีคำถามเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และยังมีคดีอื่นๆ ดูเพิ่มเติม https://www.dailynews.co.th/crime/786714 อีกหลายคดีที่เป็นข่าวโด่งดังก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม ในทางกลับกัน หากผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย การดำเนินคดีจะกินระยะเวลานานจนขาดอายุความหรือไม่ และถ้าผู้กระทำผิดเป็นคนจน ตำรวจจะยอมลดราวาศอกเช่นนี้หรือเปล่า หากผู้อ่านใช้ชีวิตผ่านสังคมไทยมาพอควร ก็น่าจะเดาได้ว่า การดำเนินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน อีกทางหนึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นเศรษฐีนามสกุลดัง สื่อมวลชนจะให้ความสนใจจนเป็นกระแสสังคมเช่นนี้หรือ นานมาแล้วที่การเลือกปฎิบัติในลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยอย่างแนบเนียน และยึดโยงกับความคิด ค่านิยม สังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นวิถีชีวิต ฝังลึกถึงขั้นที่ว่าเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเราทำใจได้เลยว่า หาคู่กรณีเราเป็นเศรษฐีไม่มีทางที่เราจะได้รับความเป็นธรรมทั้งในฐานะผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหาย การเป็นคนรวยหรือเป็นคนจนไม่ใช่ต้นเหตุของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม หากว่ากันตามหลักฐานและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางเศษฐกิจอย่างไร ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต หากผู้ใช้อำนาจศาลยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้เป็นคนรวย คนนี้เป็นคนจน การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่คนในสังคมจะมองข้ามไปง่ายๆ ความกดดันจากกระแสสังคมทำให้คดีทายาทตระกูลดังถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเอาผิดกับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการรื้อเพื่อหาต้นตอของการใช้อำนาจอย่างมิชอบในกระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าสังคมตอนนี้มองเห็นปัญหา และไม่ทนต่อการถูกเลือกปฎิบัติเช่นนี้อีกต่อไป

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ จากการใช้มาตรการควบคุมการระบาดโควิด -19 ของรัฐบาล มีประชาชนมากมายได้รับผลกระทบ ต้องปิดร้าน/สถานประกอบการ อยู่บ้านกักตัว การบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์การหายตัวไปของนักกิจกรรม คุณวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ และกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นที่ระยอง รวมกันเป็นแรงผลักดันให้ประชาชน/กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมชุม โดยมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ยุบสภา และ 3.แก้รัฐธรรมนูญ บทความนี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง เพราะเข้าใจดีว่าผู้อ่านน่าจะทราบเรื่องมาบ้างแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะชวนคุย คือ ข้อเรียกร้องที่ขอร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ตามหลักแนวคิดสากลในเรื่อง “หลักนิติธรรม” และ “หลักนิติรัฐ” การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นการบริการสาธารณะด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการ เมื่อพูดถึงการดูแลความปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าการป้องกันไม่ให้คนภายนอกเข้ามาทำร้ายประชาชนคนไทย เหมือนยามเฝ้าตึก ความปลอดภัยในบริบทนี้หมายถึง หน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดอาชญากรรมขึ้นกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงก่อเหตุฆาตกรรม หากเกิดเหตุแล้ว ถือได้ว่ารัฐบกพร่องในทำหน้าที่ ต้องดูแลเยียวยาผู้เสียหาย ในประเทศไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิในการขอรับการเยียวยาผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายแก้จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ตามกฎหมายนี้อธิบายง่ายๆ หากเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของเรา รัฐจะต้องจ่ายเงินเยียวยา ในอีกทางหนึ่ง หากเราถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลย แต่พอดำเนินการไตร่สวนไปจนถึงที่สุดแล้ว เราไม่ได้มีความผิดตามข้อกล่าวหา (ที่เราเรียกกันว่าเป็น”แพะ”รับบาป) เราก็มีสิทธิที่จะต้องได้รับการเยียวยาเช่นกัน โดยตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ นี้จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเยียวยาตามแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_6/2560/awareness_for_people/permission_rlpd_PDF.pdfhttp://www.rlpd.go.th/rlpdnew/2012-06-20-06-21-44/rlpd-pr/rlpd-infographic/2018-02-20-03-49-56 แต่ดูจากสถานการณ์ไนตอนนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ประชาชนออกมาชุมนุม ก็มีข่าวการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การไปเตือนแกนนำผู้ชุมนุมถึงบ้าน ผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆก็ขัดขวางไม่ให้นักเรียน/นักศึกษาใช้พื้นที่ชุมนุมได้อย่างสะดวก แถมท้ายด้วยการใช้อำนาจทางกฎหมายทำให้การคุกคามเหล่านี้ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ จากตรงนี้ลืมไปได้เลยว่าจะได้รับการเยียวยา เพราะผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ยอมให้รัฐเป็นคนผิด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตรงกันข้ามกับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ตามความหมายที่ผู้เขียนอธิบายไปในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นว่า ประชาชนต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง ถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน และใช้แรงกดดันจากมวลชนด้วยกันคุ้มครองชีวิดและทรัพย์สินกันเอง ผู้เขียนจึงไม่แปลกเลยที่หนึ่งในข้อเรียกร้อง คือการขอให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน สรุปได้ว่า ในตอนนี้การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถูกผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลความปลอดภัย และคุ้มสิทธิเสรีภาพของประชน เป็นผู้ที่คอยแทรกแซงการเคลื่อนไหวของประชาชนเผื่อรักษาอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ก็คงจะต้องติดตามต่อไปว่า การเคลื่อนไหวของประชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในครั้งนี้จะสามารถทำให้รัฐกลับมาทำหน้าที่ดูและความปลอดภัยอย่างที่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นได้หรือไม่ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/applawyer/posts/2871340306240298/ https://www.thairath.co.th/news/local/1772711 https://workpointtoday.com/เปิดเงื่อนไขการจ่ายเงิ/ http://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=1173

มากกว่าปลายผม คือสิทธิมนุษยชน

มากกว่าปลายผม คือสิทธิมนุษยชน หลังจากปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่นานเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในที่สุดเด็กๆ นักเรียน/นักศึกษา ก็ได้เริ่มเรียน ในเทอมที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เสียที ถึงแม้ว่า จะต้องสลับมาเรียนสัปดาห์เว้นสัปดาห์ควบคู่ไปกับการเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านก็ตาม เมื่อวันที่ 3 กรฎาคม 2563 กลุ่มตัวแทนนักเรียน ชื่อว่า “นักเรียนเลว” ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้กระทรวงแสดงความชัดเจนในการบังคับใช้กฎกระทรวงที่ว่าด้วยระเบียบทรงผมนักเรียน เนื่องจากในช่วงเปิดภาคเรียนที่พึ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน มีผู้เข้ามาแจ้งเหตุเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษชนของนักเรียนในเรื่องทรงผมกับกลุ่มมากกว่า 300 ราย ประเด็นเรื่องการบังคับให้นักเรียนตัดผม เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันตั้งแต่ตัวผู้เขียนเองยังเป็นนักเรียนแต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่สาเหตุที่ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และมีนักเรียนออกมาร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตนเอง คงห้ามไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งคือเรื่องความชัดเจนเรื่องระเบียบทรงผมของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ออกมาเมื่อเดือน พฤษภาคม 2563 ที่ถึงแม้ว่ากระทรวงฯ จะเปลี่ยนแปลงระเบียบทรงผมนักเรียนแล้ว แต่ก็ยังให้อำนาจผู้บริหารใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาในการบังคับใช้ในสถานศึกษาที่ตนควบคุมดูแล ด้วยการให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษานี้เอง ทำให้เกิดการออกกฎข้อบังคับและการปฏิบัติ ที่เป็นการการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายนักเรียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีดังที่เกิดกับนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ถูกคุณครูตัดผมจนแหว่ง ซึ่งผู้ปกครองนักเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้โพสต์แสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของครูที่ตัดผมบุตรหลานโดยพลการ แต่แทนที่ผู้บริการสถานศึกษา จะออกมาดำเนินการกับบุคคลากรของตนเอง กลับบอกให้ผู้ปกครองออกมาขอโทษที่นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ เนื่องจากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียงโดยอ้างว่า กฎของโรงเรียนนักเรียนหญิงจะต้องมีผมยาวไม่เกินติ่งหู อีกทั้งโรงเรียนมีชื่อเสียงเรื่องกฎระเบียบ รวมไปถึงด้านวิชาการ มีผลงานด้านการจัดการเรียนการสอนดีเด่น ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใหญ่ในวงการการศึกษา ยังออกมาขอให้ทางโรงเรียนให้อภัยนักเรียน เนื่องจากเป็นเรื่องเล็กๆ และอยากให้เรื่องนี้จบๆไป คำถามเกิดขึ้นในใจผู้เขียน หากการศึกษามองว่านักเรียนคือศูนย์กลางจริงๆ และเป้าหมายของการศึกษาคือการให้เด็กๆมีความรู้ ความสามารถ และความคิดความอ่านเป็นของตนเอง เหตุใดกระทรวงศึกษาฯ ยังคงเปิดช่องให้สถานศึกษาครอบงำนักเรียนด้วยระเบียบทรงผมขาวเกรียน 3 ด้าน และผมสั้นยาวเท่าติ่งหู และการให้อำนาจบุคคลากรในการตัดผมนักเรียน ทรงผมนักเรียนไทยตรงไหนคือพอดี ในยุคคสมัยปัจจุบันที่นักเรียนไม่ได้มีปัญหาเรื่องความสะอาด หรือแมลงรบกวนอย่างเหา การไว้ผมสั้นเกรียน จึงไม่มีความจำเป็น ครั้นจะปล่อยให้ไว้ทรงผมอย่างอิสระในทันที ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่บางส่วนรู้สึกขัดอกขัดใจ ทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องทรงผม จะต้องใช้ีกระบวนการแบบค่อยป็นค่อยไป ถึงวันนี้ประกาศกระทรวงจะให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาใช้ดุลยพินิจออกกฎระเบียบ แต่ในเมื่อระเบียบที่ออกมามีผลบังคับใช้กับคนจำนวนมาก จึงควรมีกระบวนการการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกับนักเรียน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่ตัดสินใจบนฐานคิดของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ทั้งฝ่ายผู้ริหารของโรงเรียนควรออกกฎระเบียบที่อยู่บนฐานการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดใจ และให้พื้นที่เด็กๆ/นักเรียนในการแสดงออกทางความคิด ร่วมกันถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งหน่วยงานทั้งด้านการศึกษา จะต้องช่วยกันควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการริดรอนสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน จึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ โดยเกิดความดขัดแย้งน้อยที่สุด ขอบคุณข่าว แะละเอกสารอ้างอิงจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/103/T_0006.PDF https://news.thaipbs.or.th/content/294245 https://education.kapook.com/view228215.html https://education.kapook.com/view228226.html#cxrecs_s
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.