การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไรก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่าความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติดความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่นสื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา ขอบคุณภาพข่าวจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130 https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764 https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839 https://news.mthai.com/general-news/597140.htmlเหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแลในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่ 1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว 2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา 3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่” ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิมทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293 พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับแต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ

ร่วมเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน)

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน) กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในคนทุกกลุ่มในสังคม ตามกฎหมายนี้จะมีการจัดตั้งกลไกที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จากบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร โดยจะมีการจัดคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานทั้งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บริษัทต้องการ เพราะ ทราบข้อมูลว่าเป็นผู้ติดเชื้อ จากการบังคับตรวจเลือด จากกรณีนี้ ผู้เสียหายสามารถมายื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองต่อไป นอกจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีกฎหมาฉบับนี้จะคุ้มครองคนกลุ่มอื่นๆด้วย อย่างเช่น คนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลานทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม เช่นเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ ที่ไม่เกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถของบุคคล ซึ่งการเสนอกฎหมายแต่ละฉบับจะต้องรวบรวมรายชื่อ ให้ได้ทั้งหมด 10,000 รายชื่อ ถึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาได้ เราเริ่มรวบรวมรายชื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 62 จนถึงตอนนี้ยังขาดรายชื่อสนับสนุนอีกมาก ส่วนใครยังไม่รู้ว่ากฎหมายที่เรากำลังผลักดันกันอยู่เป็นยังไง แอดรวมลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องมาไว้ให้แล้วด้านล่างจ้า รวมลิ้งค์เข้าชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ ขจัดการเลือกปฎิบัติต่อบุคคล พ.ศ....(ภาคประชาชน) เอกสารอ่านเพิ่มเติม สาระสำคัญของกฎหมายคลิ๊ก เอกสารอ่านประกอบเพื่อทำความเข้าใจคลิ๊กลิ้งค์ขั้นตอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก ลิ้งค์ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม เข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก เมื่อกรอกรายละเอียดเสร็จแล้ว ให้แบบฟอร์มและสำเนาบัตรส่งมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม 10510 ***ไม่ต้องลงวันที่ในเอกสาร*********

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) แอดเอามาแปะไว้เผื่อใครยังไม่เคลียร์ว่า พ.ร.บ.นี จะเข้ามีบทบาทอย่างไรกับการรักษาโรคด้วยสมุนไพร หรือจะอ่านรอไปพลางๆก่อนจะร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.กับมูลนิธิศูยน์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เอกสารเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม 1. ร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/16weZHU2RBkxzuwGk2atlsp8SHRFDoVJz/edit?fbclid=IwAR06QZJFC0bED2ihU4KV4QVk695M49OYN2oAbYCeL-SgYYyK-Rnqcnls8oE 2. สรุปเหตุผลความจำเป็นและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/1Do86mBOro2TJJWFRdzUiKve-NckYId_F/edit?fbclid=IwAR3e1H29cKDJfFtc1gzijRQZIf3SHFGh7qHmFMsD2nxwGacPBLcjU1GM-6E 3. Press Release https://drive.google.com/file/d/1yKanSaTJdjnpusVe-JUNoSmvOJeFa2v4/view?fbclid=IwAR1RtKzHqRrdz8M0ftZtvYsw1k-wsuoAvmEK94ZRqQ0rmWfvzsfK15P-2dQ 4. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้ริเริ่มการเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/13dcnwU_mSxKvW_kb-8rvmQeNOVQD3KGC/edit?fbclid=IwAR2PusTariY9s8T_QvXluKuAFZntXun8I_l2ldhdNGUGczsSj5KuZHwz8O4 5. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/1Giia5XOFwj0nLtUwrmQ7dMKi6uMLHhEl/edit?fbclid=IwAR0S_zoinwUd0pcw-EzMTUpQl_oAbQHr836mU54OncicnBZ2xWWsXlhwUY8 ใครเข้ามาอ่านแล้ว ช่วยแอดลงชื่อสนับสนุนกันเยอะๆนะ ถ้าชวนเพื่อนๆมาลงชื่อด้วยยิ่งดีเลยจ้า

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข เรื่องส่งท้ายเดือนกันยายน แอดขอเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนแรงในสังคมโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ หากใครติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ ก็น่าจะเห็นข่าวของ “เกรียตา ทุนแบร์ย” เด็กหญิงอายุ 16 ปี จากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่ล่าสุดเธอขึ้นพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ เวทีการประชุมผู้นำโลกอย่างดุเดือด ก่อนจะไปถึงประเด็นที่แอดอยากจะสื่อสาร แอดอยากจะเล่าเกี่ยวกับน้องสักนิด เกรียตา ทุนแบร์ยไม่ได้พึ่งมาโกรธเคืองเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อวันสองวันนี้นะ แต่เธอเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ 9 ขวบ และเริ่มเคลื่อนไหวรณรงค์คนเดียว โดยผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ และโดดเรียนไปนั่งที่หน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนรณรงค์เรียกร้องให้นักการเมืองในสวีเดนตระหนักถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ปีที่แล้ว(2018) ต่อมา เธอก็ได้รับโอกาสในกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีบนเวทีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 24 (COP24)การเคลื่อนไหวของเกรียตา ได้ปลุกกระแสในกลุ่มเยาวชน ทำให้มีนักเรียนในหลายๆประเทศทั่วโลก โดดเรียนเพื่อออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเธอ อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.bbc.com/thai/international-47575887 https://www.bbc.com/thai/thailand-46619851 https://thepotential.org/2018/12/24/greta-thunberg/ ด้วยเนื้อหา และท่าทางที่จริงจังของเกรียตา ในขณะขึ้นพูดในการประชุมผู้นำดลกครั้งล่าสุด ทำให้ผู้ฟังที่เป็น “ผู้ใหญ่” บางคนออกจะไม่พอใจ หรือ “สื่อ” บางสำนักก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ ว่า เธอก้าวร้าว เธอป่วย ที่หนักกว่าคือ การเอาเธอไปผู้โยงกับเรื่องทางการเมือง กลับกลายเป็นว่า การออกมาพูดในครั้งนี้ถูกให้ความสนใจในประเด็น “การมีสัมมาคารวะ” มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียอีก อีกข่าวในบ้านเรา เรื่องของนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ที่มีข่าวคราวสะเทือนผู้มีอำนาจมานักต่อนัก อย่าง เนวิตย์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ขณะนี่กำลังมีกรณีกับ รมต.กระทรวงมหาดไทย เนื่องจากถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเป็นกรรมการตามกฎหมายของแอมเนสตี้ ทั้งที่เนติวิทย์ได้รับเลือกเป็นกรรมการแอมเนสตี้ ตัวแทนเยาวชนปีที่แล้วด้วยเหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ (กรณีผู้ชุมนุมอยากเลือกตั้ง MBK39 และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันศาลยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี) จากข้อมูลที่ได้จากโพสต์บนFacebook ของเนติวิทย์ เขาโพสต์ไว้ว่า เขาได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังกรมการปกครองแต่ก็ถูกอธิบดีปฏิเสธ พอมายื่นที่กระทรวง รมต.กระทรวงมหาดไทย ก็ยกอุทธรณ์ และโยนเหตุผลว่าเขาเป็นตัวอันตราย ทั้งๆที่เขาเป็นสมาชิกของเอมเนสตี้มา 5 ปี และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจงใจการแทรกแซงเพื่อไม่ให้เขาเข้าไปมีบทบาทในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามเนติวิทย์ยืนยันว่า เขาจะไม่ยอมให้การกระทำในครั้งนี้หยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาได้ ขอบคุณข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/politics/news_2920015 การที่แอดนำข่าวของนักเคลื่อนไหว ทั้ง 2 มาเขียนถึง เพราะแอดคิดว่า ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน แต่ต่างกันที่พวกเขาผลักดันกันคนละเรื่อง เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดในยุคที่ผู้คนต่างพูดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดปัญหาโลกร้อน แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ผู้นำประเทศใดในโลกที่ออกแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนเนติวิทย์ เกิดและเติบโตมาในช่วงที่ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองแบบไม่จบไม่สิ้น การันตีด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้งเหตุการณ์การชุมนุม เล่นกีฬาสี เผาห้าง สาดกระสุน เป่านกหวีด ลงท้ายด้วยงานมอเตอร์โชว์รถถัง สถานการณ์ที่แอดคิดว่าทั้งสองคล้ายกันนี้คือ ทั้งคู่อยู่ในฐานะ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงมาจากคนรุ่นเขาทำ แต่เป็นการเปลี่ยนที่ผู้ใหญ่ออกมาทำเพื่อลูกหลาน แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นก่อน จะไม่ค่อยสนใจสิ่งที่จะตามมาในอนาคตเสียเท่าไหร่ คิดว่าปล่อยให้เด็กๆที่ตามมาที่หลังแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน ที่หนักกว่านั้น บางเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆหรือคนรุ่นหลัง ก็คิดเองเออเองโดยไม่ได้ถามคนที่เกี่ยวข้องก่อนออกกฎระเบียบด้วยซ้ำ เน้นสะดวกไม่ได้เน้นสดับ คนรุ่นใหม่ที่จะต้องอยู่ในสังคมต่อไปที่เห็นต้นสายปลายเหตุของปัญหามาตลอดก็ทนไม่ไหวจึงออกมาทำอะไรสักอย่าง ให้ผู้ใหญ่หรือคนรุ่นก่อนหยุดสร้างปัญหา หรือความบอบช้ำ ให้แก่โลก ให้แก่สังคม ที่คนรุ่นพวกเขาจะต้องอยู่ต่อไป ในทางกลับกัน เมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาเสนอวิธีแก้ปัญหา ส่องเสียงเรียงร้อง หรือวิพากย์วิจารย์การทำงานของ รัฐ ผู้มีอำนาจ หรือคนที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือ การโต้กลับมาด้วยการกล่าวหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ มักชอบอ้างว่าตนอาบน้ำร้อนมาก่อน อ้างระเบียบปฏิบัติที่คร่ำครึและไม่เหมาะกับยุคสมัย หนักไปกว่านั้น คือการจำกัด สิทธิเสรีภาพ ไปจนถึงการทำร้ายร้างก่าย (กรณีจ่านิว) จนกลายเป็นว่า ประเด็นที่สำคัญอย่าง “ปัญหาที่ต้องแก้ไข” ถูกผลักไปเป็นประเด็นที่พิจารณาในวาระต่อไป(ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้) หากเราคิดบนฐานความเป็นมนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถมีสิทธิ์มีเสียงแสดงความเห็นต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคมโดยรวม ยิ่งเป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว กินเวลาชั่วลูกชั่วหลาน เด็กๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ต้องอยู่ต่อไป จะไม่ให้พื้นที่กับเขาเลยหรือ ที่แอดเขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนา ที่จะตำหนิผู้ใหญ่ หรือคนที่ใช้ชีวิตมาก่อนเด็กๆ จริงๆแล้วยังมีผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในสังคมที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้พวกเขาอยู่ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่ส่วนมากที่มีแนวการใช้ชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อยๆ คิดว่าปัญหาก็คงถูกแก้ด้วยผีมือเด็กๆเอง ทั้งๆที่เขาอยู่ในฐานะที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้ ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไข ต้องรอให้ผู้ใหญ่คิดได้และปรับเปลี่ยน หรือต้องรอให้คนรุ่นใหม่แก่ก่อนสิ่งใหม่ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ภาระของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่จะต้องมาแบบรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต แต่เป็นการที่คนที่ยังมีเรี่ยวแรงในยุคนี้ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และส่งต่อให้คนรุ่นหลังพัฒนามันต่อไป ประเด็นนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมทั้งโลกก็กำลังหาจุดสมดุลอยู่เช่นกัน แต่คำตอบมันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะโฟกัสที่ไหน ที่ปัญหา หรือ สัมมาคารวะกันหละ ขอบคุณข้อมูลจาก https://thestandard.co/greta-thunberg-2/ ขอบคุณภาพจาก Voice TV https://images.app.goo.gl/8LMcca6awwuBde8G7 ภาพถ่ายโดย Markus Spiske temporausch.com จาก Pexels

จำนวนทั้งหมด 13 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด